
สงครามตะวันออกลางระอุ ระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ลุกลามมาปิดช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นเส้นทางการขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ล่าสุดเปิดปฏิบัติการโจมตีเรือจนส่งน้ำมันและเรือสินค้าบริเวณช่องแคบนี้ อีกทั้งราคาน้ำมันโลกก็ถีบตัวสูงขึ้นดันราคาข้าวของทุกอย่างจะแพงขึ้นในอีกไม่ช้า เงินเฟ้อก็ต้องสูงขึ้นแน่ และย่อมไม่เป็นผลดีกับเศรษฐกิจในแต่ละประเทศ
ในโลกการลงทุนคงไม่ได้อยากให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เรายังคง “Stay Invested” แต่จะหลบไปอยู่สินทรัพย์ไหน “อินโฟเควสท์” พามาจับเข่าคุยกับนายเจษฏา สุขทิศ Co-Founder & CEO Finnomena Group
นายเจษฎา เปิดมุมมองว่า สถานการณ์ตะวันออกกลางส่อแววจะยืดเยื้อ คาดว่าความขัดแย้งครั้งนี้จะใช้เวลาไประยะกลางถึงระยะยาว ขณะที่ช่องแคบฮอร์มุซเชื่อว่าคงปิดได้ไม่นาน เพราะหลายประเทศผู้ส่งออกน้ำมันรายสำคัญของโลก อย่างซาอุดิอาระเบีย กาตาร์ หรือแม้แต่อิหร่านเองก็ต้องส่งออกน้ำมันเพื่อสร้างรายได้เข้าประเทศ
อย่างไรก็ดี เมื่อมองในระยะยาว หากเหตุการณ์เริ่มคลี่คลายลงก็คาดว่าโลกจะพยายามลดการพึ่งพาช่องแคบฮอร์มุซลง เพราะได้เห็นแล้วว่าเป็นความเสี่ยงสำคัญ
ส่วนตลาดทุนโลก คาดว่าเมื่อระยะเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่งก็จะวางเรื่องนี้ไว้เหมือนสงครามรัสเซีย-ยูเครน ในช่วงแรก ราคาทองคำกลับลดลง เพราะเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า แต่สักพักราคาทองคำดีดตัวขึ้น ธนาคารกลางแต่ละประเทศ โดยเฉพาะจีนก็ทิ้งเงินดอลลาร์มาถือทองเป็นทุนสำรองมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันมีสถิติว่าทุนสำรองระหว่างประเทศมีทองคำมากกว่าเงินดอลลาร์หรือพันธบัตรสหรัฐเป็นครั้งแรก และยังมีกองทุนเหมืองทองคำที่เป็นอีกหนึ่งทางเลือกลงทุนที่ทั่วโลกให้ความสนใจ ดังนั้น เชื่อว่าเทรนด์ทองคำก็จะกลับมา
และอีกหนึ่งธีมที่มาแน่นอน คือ ธีมป้องกันประเทศ (Defense Play) ซึ่งขณะนี้มีหลาย บลจ.ที่ออกกองทุนประเภทนี้ โดยแต่ละประเทศเริ่ม Re-stock อาวุธ หรือเพิ่มการลงทุนด้านเทคโนโลยีป้องกันประเทศ เช่น ซาอุดิอาระเบีบ สหรัฐอาหรับอิมิเรต ที่คาดว่าจะมีเม็ดเงินมหาศาลเข้าสู่อุตสาหกรรมนี้
ส่วนตลาดหุ้นไทย หากสถานการณ์ผ่านพ้นไป มองว่าภาพรวมปัจัยพื้นฐานยังดี เพราะรัฐบาลใหม่มีเสถียรภาพ รวมไปถึงองค์กรอิสระ สว.กลุ่มทุนที่ยังเป็นฝั่งอนุรักษ์นิยม ดังนั้น แม้ดัชนี SET วิ่งไปแตะ 1,500 จุดได้แล้ว แต่ก็คาดว่าน่าจะเห็น New High ขึ้นไปอีก บนสมมติฐานสถานการณ์ตะวันออกกลางจบ เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยและตลาดหุ้น Emerging Market ยังมีโอกาสไปต่อได้แน่นอน
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (12 มี.ค. 69)





