
เศรษฐกิจสหรัฐฯ มีแนวโน้มอ่อนแอลงอย่างต่อเนื่อง และอาจเผชิญภาวะถดถอย หากสถานการณ์ปิดกั้นการขนส่งน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซยังไม่คลี่คลายในช่วงไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า แม้ว่าสหรัฐฯ จะสามารถผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติได้ใกล้เคียงกับความต้องการใช้ภายในประเทศก็ตาม โดยมาร์ก แซนดี หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของมูดี้ส์มองว่า หากสถานการณ์ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในอีกไม่กี่สัปดาห์ ภาวะเศรษฐกิจถดถอยก็อาจกลายเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ก่อนเกิดความขัดแย้งในอิหร่าน ตัวชี้วัดเศรษฐกิจชี้นำล่วงหน้าที่ประมวลผลด้วยแมชชีนเลิร์นนิงของมูดี้ส์ประเมินความน่าจะเป็น 49% ที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ จะเข้าสู่ภาวะถดถอยภายใน 12 เดือนข้างหน้า และคาดว่าการประเมินครั้งถัดไปจะเพิ่มขึ้นเป็น 50% หรือมากกว่า
ข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดสะท้อนสัญญาณชะลอตัว โดยตลาดแรงงานที่อ่อนแอเป็นปัจจัยหลักที่กดดันแนวโน้มเศรษฐกิจ ขณะที่ตัวชี้วัดอื่น ๆ ก็ปรับตัวลงในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา รวมถึง GDP ไตรมาส 4 ของปี 2568 ที่ขยายตัวเพียง 0.7% ในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปี
สงครามในอิหร่านยิ่งซ้ำเติมแรงกดดันดังกล่าว เนื่องจากมีแนวโน้มจะผลักดันเงินเฟ้อระลอกใหม่ให้กับผู้บริโภคสหรัฐฯ ที่เผชิญค่าครองชีพสูงอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม แซนดีตั้งข้อสังเกตบน X ว่า นักเศรษฐศาสตร์รายอื่นยังไม่ได้ปรับเพิ่มคาดการณ์ภาวะถดถอยอย่างมีนัยสำคัญ โดยวาณิชธนกิจหลายแห่งยังคงประเมินความเสี่ยงไว้ที่ระดับ 30% ถึง 40% ขณะที่ยาร์เดนิ รีเสิร์ช (Yardeni Research) ปรับเพิ่มโอกาสเกิดภาวะตลาดทรุดตัวในปีนี้เป็น 35% จากเดิม 20%
กระนั้น นักลงทุนก็มีเหตุผลมากพอที่จะต้องตื่นตัว โดยแซนดีชี้ให้เห็นว่า ภาวะเศรษฐกิจถดถอยเกือบทุกครั้งนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่สอง ยกเว้นช่วงโควิด-19 มักเกิดขึ้นหลังราคาน้ำมันพุ่งขึ้น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าการปรับขึ้นของราคาน้ำมันจะนำไปสู่ภาวะถดถอยเสมอไป
ตัวอย่างเช่น หลังรัสเซียบุกยูเครนในปี 2565 ราคาน้ำมันที่พุ่งขึ้นแม้ทำให้เงินเฟ้อสูงสุดในรอบหลายทศวรรษ แต่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในขณะนั้นยังได้รับแรงหนุนจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจหลังโควิด ทำให้สามารถรองรับผลกระทบจากการปรับขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็วของธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ได้
อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจสหรัฐฯ ในระยะหลังเริ่มแสดงสัญญาณอ่อนแอก่อนที่สหรัฐฯ และอิสราเอลจะเข้าโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างมาก
ทั้งนี้ แซนดีกล่าวว่า แม้ว่าสหรัฐฯ จะผลิตพลังงานได้ใกล้เคียงกับการใช้ภายในประเทศ ซึ่งช่วยลดผลกระทบจากราคาพลังงานโลกที่สูงขึ้น แต่ผู้บริโภคยังคงได้รับผลกระทบอย่างหนักและรวดเร็วจากการปรับขึ้นของราคาดังกล่าว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 มี.ค. 69)





