
เช้าตรู่ของวันพุธที่ 8 เมษายน 2569 (ตามเวลาในประเทศไทย) โลกถอนหายใจด้วยความโล่งอก หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ประกาศหยุดยิงชั่วคราวกับอิหร่านเป็นเวลา 2 สัปดาห์ เพียงไม่ถึง 2 ชั่วโมงก่อนถึงกำหนดเส้นตายที่อาจนำไปสู่ “การสูญสิ้นอารยธรรม” ตามคำขู่ของผู้นำสหรัฐฯ ขณะที่มีรายงานว่าเครื่องบินทิ้งระเบิด B-52 ได้รับคำสั่งให้มุ่งหน้าสู่พื้นที่เป้าหมายเป็นที่เรียบร้อยแล้ว
* โลกผวา ทรัมป์ขู่ “อารยธรรมทั้งหมดจะสูญสิ้น”
อย่างไรก็ตาม ก่อนสถานการณ์จะคลี่คลายลงนั้น บรรยากาศความตึงเครียดพุ่งถึงขีดสุดเมื่อวันอังคารที่ 7 เมษายน เมื่อประธานาธิบดีทรัมป์ยื่นคำขาดผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่า อิหร่านต้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซภายในเวลา 20.00 น. (ตามเวลาฝั่งตะวันออกของสหรัฐฯ) มิเช่นนั้นสหรัฐฯ จะเปิดฉากโจมตีโครงสร้างพื้นฐานพลเรือนทั่วประเทศอิหร่านอย่างราบคาบ ซึ่งรวมถึงการทำลายสะพานทุกแห่ง โรงไฟฟ้า และเขื่อน
“อารยธรรมทั้งหมดจะสูญสิ้นในคืนนี้ และจะไม่มีวันกลับมาอีก” ทรัมป์ระบุในโพสต์ที่สร้างความตระหนกไปทั่วโลก
สมาชิกพรรคเดโมแครตในสภาคองเกรส รวมถึงวุฒิสมาชิก คริส เมอร์ฟี และอเล็กซานเดรีย โอคาซิโอ-คอร์เทซ ได้ออกมาวิพากษ์วิจารณ์การใช้คำขู่ที่รุนแรงของทรัมป์ โดยระบุว่าเป็นการกระตุ้นให้เกิดอาชญามกรรมสงครามและอาจถึงขั้นฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ ขณะเดียวกันยังมีความพยายามที่จะเสนอให้คณะรัฐมนตรีใช้มาตรา 25 ของรัฐธรรมนูญเพื่อถอดถอนทรัมป์จากตำแหน่ง โดยอ้างว่าเขามีสภาวะจิตใจที่ไม่มั่นคงและเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ
ทั้งนี้ มีรายงานว่า สงครามที่ดำเนินมานานกว่า 5 สัปดาห์นี้ได้คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วกว่า 5,000 ราย โดยในจำนวนนี้เป็นพลเรือนอิหร่านกว่า 1,600 ราย และในเลบานอนมีผู้เสียชีวิตกว่า 1,530 ราย รวมถึงบุคลากรทางการแพทย์และเด็กจำนวนมาก
* ปะทะเดือดก่อนถึงเส้นตาย
ในช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมงก่อนเส้นตาย สถานการณ์ในสนามรบทวีความรุนแรง สหรัฐฯ และอิสราเอลได้เปิดฉากถล่มเป้าหมายทางทหารและโครงสร้างพื้นฐานบนเกาะคาร์ก (Kharg Island) ซึ่งเป็นคลังเก็บน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดและเป็นศูนย์กลางการส่งออกน้ำมันหลักของอิหร่าน
ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการยิงขีปนาวุธโจมตีโรงกลั่นน้ำมันและนิคมอุตสาหกรรมปิโตรเคมีในเมืองจูเบล (Jubail) ของซาอุดีอาระเบีย และโรงงานก๊าซในอาบูดาบีของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ พร้อมเตือนว่าเพื่อนบ้านในอ่าวเปอร์เซียจะไม่ปลอดภัยอีกต่อไปหากสหรัฐฯ ยังคงรุกราน
* ปากีสถานรับบทตัวกลางหยุดสงคราม
ท่ามกลางเงาของสงครามเต็มรูปแบบ ปากีสถาน ซึ่งเป็นประเทศที่ได้รับความไว้วางใจจากทั้งวอชิงตันและเตหะราน ได้ก้าวเข้ามาเป็นตัวกลางสำคัญในการเจรจาลับ “ตลอดทั้งคืน”
รายงานข่าวระบุว่า จอมพล อาซิม มูนีร์ ผู้บัญชาการทหารบกปากีสถาน และนายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟ ได้ติดต่อประสานงานโดยตรงกับรองประธานาธิบดี เจ.ดี. แวนซ์ และ สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีสหรัฐฯ รวมถึงอับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน จนนำมาซึ่งกรอบการทำงานสำหรับการหยุดยิง
ข้อเสนอการหยุดยิงดังกล่าวถูกส่งผ่านโดยนายกรัฐมนตรีชารีฟของปากีสถาน โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เวลากับการเจรจาสันติภาพกับอิหร่าน โดยชารีฟได้โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ในวันอังคาร เรียกร้องให้ปธน.ทรัมป์ขยายเส้นตายที่กำหนดต่ออิหร่านออกไปอีก 2 สัปดาห์ และยังได้เรียกร้องให้อิหร่านเปิดช่องแคบฮอร์มุซในกรอบเวลา 2 สัปดาห์เช่นเดียวกัน เพื่อเป็นการแสดงเจตนาที่ดี
* ทรัมป์ประกาศ “หยุดยิงสองฝ่าย”
จนกระทั่งในเวลาประมาณ 18.44 น. (ตามเวลาวอชิงตัน) ทรัมป์ได้ประกาศระงับการโจมตี โดยยอมรับการหยุดยิงที่มีเงื่อนไขว่าอิหร่านต้องเปิดช่องแคบฮอร์มุซทันที แลกกับการที่สหรัฐฯ และอิสราเอลจะระงับการทิ้งระเบิดเป้าหมายพลเรือนและพลังงานในอิหร่านรวมถึงเลบานอน
โดยประธานาธิบดีทรัมป์ได้โพสต์แถลงการณ์บนโซเชียลมีเดียว่า “จากการสนทนากับนายกรัฐมนตรี เชห์บาซ ชารีฟ และจอมพล อาซิม มูนีร์ แห่งปากีสถาน ซึ่งทั้งสองท่านได้ร้องขอให้ผมยับยั้งกองกำลังที่มีประสิทธิภาพการทำลายล้างซึ่งถูกส่งไปยังอิหร่านในคืนนี้ และภายใต้เงื่อนไขที่ว่าสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านตกลงที่จะเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างสมบูรณ์ ทันที และอย่างปลอดภัย ผมจึงตกลงที่จะระงับการทิ้งระเบิดและการโจมตีอิหร่านเป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์
“นี่จะเป็นการหยุดยิงแบบทวิภาคี! เหตุผลที่ดำเนินการเช่นนี้ เนื่องจากเราได้บรรลุและดำเนินการเกินเป้าหมายทางทหารทั้งหมดแล้ว และเรามีความคืบหน้าอย่างมากในข้อตกลงเกี่ยวกับสันติภาพระยะยาวกับอิหร่าน และสันติภาพในตะวันออกกลาง
“เราได้รับข้อเสนอ 10 ข้อจากอิหร่าน และเชื่อว่านี่เป็นพื้นฐานที่สามารถนำมาใช้ในการเจรจาได้ ประเด็นข้อขัดแย้งเกือบทั้งหมดในอดีตได้รับการตกลงระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่านแล้ว แต่ระยะเวลา 2 สัปดาห์จะช่วยให้ข้อตกลงนี้เสร็จสมบูรณ์และบรรลุผลสำเร็จ”
“ในนามของสหรัฐอเมริกา ในฐานะประธานาธิบดี และในฐานะตัวแทนของบรรดาประเทศในตะวันออกกลาง ถือเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ปัญหาเรื้อรังยาวนานนี้ใกล้จะได้รับการแก้ไข ขอขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้!”
* อิหร่านประกาศ “ชัยชนะอันยิ่งใหญ่”
ด้านอับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่าน ได้ประกาศยอมรับคำขอของปากีสถานที่ต้องการให้อิหร่านกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซเป็นเวลา 2 สัปดาห์ โดยอารักชีได้โพสต์ข้อความบนแพลตฟอร์ม X ดังนี้
“ในนามของสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ข้าพเจ้าขอแสดงความขอบคุณและชื่นชมต่อพี่น้องที่รักของข้าพเจ้า ตลอดจน ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีเชห์บาซ ชารีฟแห่งปากีสถาน และ ฯพณฯ จอมพลอาซิม มูนีร์ สำหรับความพยายามอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อยเพื่อยุติสงครามในภูมิภาคนี้
เพื่อเป็นการตอบรับคำขอฉันพี่น้องของนายกรัฐมนตรีชารีฟในโพสต์ข้อความของท่าน และจากการพิจารณาคำขอของสหรัฐฯ ในการเจรจาโดยยึดตามข้อเสนอ 15 ข้อของสหรัฐฯ รวมถึงการประกาศของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เกี่ยวกับการยอมรับกรอบการทำงานทั่วไปของข้อเสนอ 10 ข้อของอิหร่านเพื่อใช้เป็นพื้นฐานในการเจรจา ข้าพเจ้าขอประกาศในนามของสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านดังนี้:
หากการโจมตีต่ออิหร่านยุติลง กองทัพอันทรงพลังของเราจะยุติปฏิบัติการเพื่อการป้องกันตนเอง
ในช่วงเวลา 2 สัปดาห์นี้ การเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซอย่างปลอดภัยจะสามารถกระทำได้ผ่านการประสานงานกับกองทัพอิหร่าน และโดยคำนึงถึงข้อจำกัดทางเทคนิคตามความเหมาะสม” อารักชีระบุปิดท้ายแถลงการณ์
รายงานข่าวระบุว่า การหยุดยิงครั้งนี้ยังได้รับความเห็นชอบจาก อยาตอลเลาะห์ โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน ท่ามกลางกระแสข่าวลือเรื่องสุขภาพที่ระบุว่าเขาอาจอยู่ในภาวะหมดสติและรับการรักษาตัวอยู่ที่เมืองกอม
* ผ่า “แผน 10 ข้อ” ที่อาจเป็นจุดเปลี่ยนดุลอำนาจ
แม้ทรัมป์ระบุว่า สหรัฐฯ บรรลุวัตถุประสงค์ทางทหารส่วนใหญ่แล้ว แต่ฝ่ายอิหร่านกลับประกาศว่านี่คือ “ชัยชนะอันยิ่งใหญ่” ที่สามารถบีบให้สหรัฐฯ ต้องยอมรับ “แผน 10 ข้อ” ของอิหร่านเป็นพื้นฐานในการเจรจา
สภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่านแถลงว่า การตกลงหยุดยิงระยะเวลา 2 สัปดาห์กับสหรัฐฯ ไม่ได้เป็นสัญญาณของการยุติสงคราม โดยยังคงต้องรอการเจรจาในรายละเอียดตามแผนการ 10 ข้อที่เสนอไป ดังนี้
1. สหรัฐฯ ต้องให้คำมั่นว่าจะไม่มีการดำเนินการอันเป็นการรุกรานใด ๆ อีกในอนาคต
2. อิหร่านยังคงเป็นผู้ควบคุมช่องแคบฮอร์มุซต่อไป
3. ยอมรับสิทธิในการเสริมสมรรถนะนิวเคลียร์ของอิหร่าน
4. ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรปฐมภูมิทั้งหมด
5. ยกเลิกมาตรการคว่ำบาตรทุติยภูมิทั้งหมด
6. ยกเลิกมติของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งสหประชาชาติที่มีต่ออิหร่านทั้งหมด
7. ยกเลิกมติของคณะกรรมการผู้ว่าการทบวงการพลังงานปรมาณูระหว่างประเทศที่มีต่ออิหร่านทั้งหมด
8. ชดใช้ค่าเสียหายแก่อิหร่านจากความสูญเสียในสงคราม
9. ถอนกองกำลังของสหรัฐฯ ออกจากภูมิภาค
10. ยุติการสู้รบในทุกแนวรบ รวมถึงในเลบานอน
ขณะเดียวกัน การตัดสินใจถอยจากเส้นตายของทรัมป์ในนาทีสุดท้ายไม่เพียงเป็นเรื่องของการทูตระหว่างประเทศ แต่ยังเกี่ยวข้องกับการเมืองภายในประเทศและการเลือกตั้งกลางเทอมที่กำลังจะมาถึง ท่ามกลางคะแนนนิยมของทรัมป์ดิ่งลงสู่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ เนื่องจากความไม่พอใจของประชาชนต่อราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นและการทำสงครามที่ไม่มีวันสิ้นสุด
สมาชิกพรรคเดโมแครตในสภาคองเกรสยังคงตั้งข้อกังขาต่อความชัดเจนของข้อตกลง โดยวุฒิสมาชิก คริส เมอร์ฟี เตือนว่า หากสหรัฐฯ ยอมรับเงื่อนไขของอิหร่านจริง เช่น การยอมให้เสริมสมรรถนะยูเรเนียมต่อ การยกเลิกคว่ำบาตรทั้งหมด และการให้เตหะรานคุมช่องแคบฮอร์มุซ จะถือเป็น “หายนะระดับโลก” ขณะที่ฝ่ายรีพับลิกันยกย่องว่านี่คือผลลัพธ์ของนโยบาย “สันติภาพผ่านความแข็งแกร่ง” (Peace through Strength) ของประธานาธิบดีทรัมป์
* ฉากทัศน์ถัดไป: 14 วันสู่สันติภาพ?
หลายฝ่ายมองว่า การหยุดยิงครั้งนี้เป็นเพียง “การซื้อเวลา” ท่ามกลางความไม่แน่นอนที่ยังคงปกคลุมอยู่ โดยถึงแม้ช่องแคบฮอร์มุซจะกลับมาเปิดให้มีการเดินเรืออีกครั้ง ตลาดหุ้นจะกลับมาเป็นสีเขียว และราคาน้ำมันปรับตัวลดลงหลังจากพุ่งไปถึง 50% นับตั้งแต่สงครามปะทุขึ้น แต่อุปสรรคสำคัญยังคงอยู่ที่โต๊ะเจรจา และประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาหลังจากนี้ ได้แก่
- การเจรจาที่อิสลามาบัด: คณะผู้แทนระดับสูงของสหรัฐฯ และอิหร่าน จะพบกันในวันศุกร์ที่ 10 เมษายน ณ เมืองหลวงของประเทศปากีสถาน เพื่อเริ่มเจรจารายละเอียดของแผนสันติภาพถาวร ซึ่งประเด็นที่ยากที่สุดคือความต้องการของอิหร่านในการยกเลิกคว่ำบาตรทั้งหมด การชดเชยค่าเสียหายจากสงคราม และการถอนทหารสหรัฐฯ ออกจากภูมิภาค ซึ่งขัดแย้งกับเป้าหมายของสหรัฐฯ ที่ต้องการรื้อถอนโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่านโดยสิ้นเชิง
- สถานการณ์ในพื้นที่: อิสราเอล ซึ่งเป็นพันธมิตรที่ใกล้ชิดที่สุดของสหรัฐฯ และเป็นผู้ร่วมเปิดฉากสงครามครั้งนี้ ได้ตกลงที่จะหยุดยิงตามข้อเสนอของวอชิงตันเช่นกัน โดยเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวระบุว่า อิสราเอลจะระงับการทิ้งระเบิดในอิหร่านและเลบานอนเพื่อเปิดโอกาสให้การเจรจาดำเนินไปได้ อย่างไรก็ตาม กองทัพอิสราเอลยังคงส่งสัญญาณเตือนภัยการโจมตีจากขีปนาวุธของอิหร่านที่อาจเกิดขึ้นในช่วงรอยต่อของการประกาศหยุดยิง
สำหรับกลุ่มประเทศ GCC เช่น ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และบาห์เรน สถานการณ์ยังคงอยู่ในสภาวะเฝ้าระวังสูงสุด โดยบาห์เรนได้ประกาศระงับการดำเนินงานที่ท่าเรือ Khalifa Bin Salman ชั่วคราวในช่วงรอยต่อของเส้นตาย ในขณะที่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ได้ออกคำเตือนให้พลเมืองอยู่แต่ในที่พักอาศัยเนื่องจากภัยคุกคามจากขีปนาวุธที่ยังไม่สงบลงอย่างสิ้นเชิง
ด้านกลุ่มกบฏฮูตีในเยเมนส่งสัญญาณว่า ทางกลุ่มจะระงับการโจมตีซาอุดีอาระเบียตราบเท่าที่รัฐบาลริยาดไม่เข้าร่วมปฏิบัติการทางทหารกับสหรัฐฯ และอิสราเอล
การหยุดยิงชั่วคราวในครั้งนี้จึงเปรียบเสมือน “ทางลง” ที่เปราะบางอย่างยิ่ง โดยนักวิเคราะห์เตือนว่า หากภายใน 14 วันนี้ไม่มีความคืบหน้าอย่างเป็นรูปธรรมบนโต๊ะเจรจา โลกอาจต้องกลับไปเผชิญกับเส้นตายอีกครั้งในช่วงปลายเดือนเมษายนนี้
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (08 เม.ย. 69)





