
นายปิติพัฒน์ ปรีดานนท์ ในฐานะนายกสมาคมอาคารชุดไทยคนใหม่ กล่าวว่า สถานการณ์ของตลาดอสังหาริมทรัพย์ไทยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันยังอยู่ท่ามกลางความผันผวนจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง แม้ช่วงต้นไตรมาส 1/69 จะมี Sentiment บวกจากความเชื่อมั่นของการที่ไทยมีการจัดการเลือกตั้ง และตลาดหุ้นก็ปรับตัวเพิ่มขึ้น แต่การที่เกิดความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ที่ยืดเยื้อ มีการโจมตีและปิดช่องแคบฮอร์มุซ ทำไห้เกิดผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และกระทบต่อเศรษฐกิจทั่วโลก ซึ่งภาคอสังหาฯก็ได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่เพิ่มขึ้นทำให้ราคาวัสดุก่อสร้างมปรับเพิ่มขึ้นตามไปด้วย และกระทบต่อกำลังซื้อที่อยู่อาศัยชะลอลงจากผุ้บริโภคระมัดระวังการใช้จ่ายและหยุดการซื้อของชิ้นใหญ่ เพราะยังมีความไม่แน่นอนของสถานการณ์ รวมทั้งกลุ่มลูกค้าต่างชาติก๊ชะลอการเดินทางเข้ามาซื้อที่อยู่อาศัยในไทยเช่นกัน
“มองว่าภาพรวมปี 69 ยังมีทิศทางไม่ค่อยดี เพราะคนไม่กล้าใช้จ่ายและชะลอการตัดสินใจซื้อออก รวมถึงผู้ประกอบการต้องแบกรับความเสี่ยงสูงจากค่าก่อสร้างที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างหนัก ทำให้ผู้รับเหมาไม่กล้าประมูลงานหรือตกลงราคาในระยะยาว เพราะกังวลเรื่องสภาพคล่องและมาร์จิ้น ทำให้จะเริ่มเห็นการชะลอการเปิดโครงการใหม่จำนวนมาก เพื่อรอดูสถานการณ์ต้นทุนในช่วงสิ้นปี” นายปิติพัฒน์ กล่าว
ขณะที่สถาบันการเงินก็ยังระมัดระวังการปล่อยสินเชื่อและเข้มงวดขึ้น ทำให้ผู้ประกอบการภาคอสังหาริมทรัพย์ไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ได้ตามแผนที่วางไว้ เนื่องจากลูกค้าถูกปฏิเสธสินเชื่อ ปัจจัยดังกล่าวเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้ผู้ประกอบการบางรายเกิดปัญหาขาดสภาพคล่อง และกระทบต่อธุรกิจอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกันแบบลูกโซ่
ส่วนแนวโน้มตลาดอสังหาริมทรัพย์ในไตรมาส 2/68 นี้คาดว่าจะยังทรงตัวใกล้เคียงกับไตรมาสแรกที่ผ่านมา โดนที่ต้องติดตามว่าการที่จะมีปัจจัยเร่งการซื้อและโอนที่สำคัญ จากการที่มาตรการภาครัฐที่สนับสนุนภาคอสังหาฯจะหมดอายุในวันที่ 30 มิ.ย.ที่จะถึงนี้ ซึ่งจะเป็นแรงกระตุ้นให้เกิดการโอนกรรมสิทธิ์มากขึ้น และจะเห็นการโอนมากระจุกตัวมากในช่วงไตรมาส 2/69 ก่อนมาตรการดังกล่าวจะสิ้นสุดลง
นายปิติพัฒน์ กล่าวว่า ทางสมาคมฯ ได้ยื่นข้อเสนอเพื่อกระตุ้นภาคอสังหาริมทรัพย์ต่อภาครัฐไปแล้ว และอยู่ในขั้นตอนรอการเข้าไปพูดคุยติดตามความคืบหน้า แต่ยังไม่มีการตอบรับกลับมา ทั้งข้อเสนอสนับสนุนการทำสัญญาเช่าระยะยาว (Leasehold) ขยายเป็น 50-60 ปี เพื่อให้กลุ่มลูกค้าที่มีความมั่งคั่ง (Wealth) เข้ามาอยู่อาศัยได้อย่างถูกต้อง ประกอบกับมาตรการระยะสั้นต่ออายุการผ่อนปรนมาตรการ LTV ไปอีก 1 ปี และต่ออายุมาตรการลดค่าธรรมเนียมโอนและจดจำนอง
ขณะเดียวกัน ยังเสนอให้ปรับปรุงเกณฑ์การลดค่าธรรมเนียมโอน 0.01% ให้เกิดความเท่าเทียม โดยหากซื้อบ้านราคาเกิน 7 ล้านบาท เช่น ราคา 10 ล้านบาท ควรให้สิทธิลดหย่อนในส่วน 7 ล้านบาทแรก และคิดค่าธรรมเนียมปกติเฉพาะส่วนที่เกินมาแทนที่จะตัดสิทธิทั้งหมด อีกทั้งจะเสนอเพิ่มเติมให้ภาครัฐอัดฉีดเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำไปยังธนาคารพาณิชย์ต่างๆ เพื่อให้เข้าถึงฐานลูกค้าที่กว้างขึ้นและครอบคลุมทุกเซกเมนต์ จากเดิมที่กระจุกตัวแค่ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธ.อ.ส.) ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารพาณิชย์ต่างๆ มีความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อบ้าน และมีการลดสัดส่วนสินเชื่อบ้านลงจากพอร์ต เพราะยังมีความเสี่ยงของลูกค้าที่มีความไม่แน่นอนของความสามารถในการชำระหนี้
“อยากให้รัฐคลอดมาตรการยาแรง ต่ออายุลดค่าโอน-ปลดล็อก LTV เพื่อให้ภาคอสังหาฯ ซึ่งเป็นต้นน้ำของเศรษฐกิจที่มีสัดส่วนผลกระทบต่อ GDP สูงถึง 8-10% ขับเคลื่อนต่อไปได้ แต่ก็อยากย้ำเตือนคนที่มีความพร้อมให้เร่งตัดสินใจโอนกรรมสิทธิ์ภายในสิ่นเดือนมิ.ย.นี้ ก่อนมาตรการกระตุ้นของรัฐบาลชุดเดิมจะสิ้นสุดลง เนื่องจากยังไม่มีความชัดเจนว่ารัฐบาลชุดใหม่จะต่ออายุมาตรการที่ช่วยภาคอสังหาฯนี้หรือไม่” นายปิต้พัฒน์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม มองว่าในวิกฤตย่อมมีโอกาสจากการย้ายฐานการลงทุน และการย้ายถิ่นที่อยู่ของกลุ่มเศรษฐีในโซนตะวันออกกลาง ที่ต้องการมองหาที่อยู่อาศัยที่ปลอดภัยและมีความสงบ และจากประเด็นของการที่สหรัฐอาหรับเอมิเรต (UAE) ได้ถอนตัวออกจากกลุ่มโอเปค มองว่าเป็นโอกาสของประเทศไทยที่จะสร้างโอกาสในการเชิญชวนนักลงทุนในตะวันออกกลางเข้ามา เชื่อว่าจะเป็นปัจจัยที่ขับเคลื่อนภาคอสังหาฯและเศรษฐกิจไทยได้ในระยะยาว
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 เม.ย. 69)





