ทำเนียบขาวเล็งตั้งกองกำลังพันธมิตรชุดใหม่ คุ้มครองเรือสินค้าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

หนังสือพิมพ์วอลล์สตรีทเจอร์นัล (WSJ) รายงานเมื่อวันพุธ (29 เม.ย.) ว่า ทำเนียบขาวกำลังเร่งเจรจาให้หลายประเทศเข้าร่วมกองกำลังพันธมิตรนานาชาติภายใต้การนำของสหรัฐอเมริกา เพื่อคุ้มครองและเปิดทางให้เรือสินค้าสามารถสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้อย่างปลอดภัย ท่ามกลางความขัดแย้งที่ยืดเยื้อกับอิหร่าน

ความเคลื่อนไหวดังกล่าวปรากฏในโทรเลขภายในของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ที่ส่งแจ้งสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ทั่วโลกเมื่อวันอังคาร (28 เม.ย.) โดยกำชับให้นักการทูตสหรัฐฯ โน้มน้าวให้รัฐบาลประเทศต่าง ๆ ลงนามเข้าร่วมกองกำลังที่มีชื่อว่า “โครงสร้างเสรีภาพทางทะเล” (Maritime Freedom Construct – MFC) พร้อมสั่งการให้สอบถามประเทศคู่เจรจาโดยตรงว่าประสงค์จะเข้าร่วมเป็นพันธมิตรทางการทูต พันธมิตรทางทหาร หรือทั้งสองด้าน

โทรเลขฉบับนี้ระบุรายละเอียดการดำเนินงานว่า กองกำลัง MFC จะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและกองบัญชาการกลางสหรัฐฯ (CENTCOM) โดยกระทรวงการต่างประเทศจะทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางปฏิบัติการทางการทูต ส่วนกองบัญชาการกลางจะคอยแจ้งข้อมูลสถานการณ์ทางทะเลล่าสุดให้เรือพาณิชย์ทราบ ตลอดจนประสานงานแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกองทัพของประเทศพันธมิตร นอกจากนี้ แนวร่วมชุดใหม่จะร่วมกันประสานงานทางการทูตและบังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรอย่างเข้มงวด

เนื้อหาในโทรเลขระบุข้อความเพื่อโน้มน้าวชาติพันธมิตรว่า “ความร่วมมือจากท่านจะช่วยเพิ่มศักยภาพของเราทุกคนในการฟื้นฟูเสรีภาพการเดินเรือและปกป้องเศรษฐกิจโลก การรวมพลังกันถือเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อแสดงจุดยืนที่แน่วแน่ และทำให้รัฐบาลอิหร่านต้องชดใช้อย่างหนักจากการขัดขวางการสัญจรผ่านช่องแคบแห่งนี้” พร้อมระบุเพิ่มเติมว่า “MFC จะเข้ามาช่วยเสริมการทำงานของกองกำลังความมั่นคงทางทะเลกลุ่มอื่น ๆ ซึ่งรวมถึงปฏิบัติการทางทะเลที่สหราชอาณาจักรและฝรั่งเศสเป็นแกนนำอยู่ในขณะนี้”

สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า แผนการจัดตั้งกองกำลังใหม่นี้เกิดขึ้นเนื่องจากช่องแคบฮอร์มุซกลายเป็นประเด็นความขัดแย้งหลักในการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านที่หยุดชะงักลง ส่งผลให้เส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์แห่งนี้ตกอยู่ในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอน และสร้างความกังวลว่าราคาพลังงานโลกจะพุ่งสูงขึ้น

ปัจจุบันอิหร่านมุ่งเป้าโจมตีเรือที่ปฏิเสธการจ่ายค่าผ่านทางเพื่อออกจากช่องแคบ ขณะที่กองทัพเรือสหรัฐฯ ก็ใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลอย่างเต็มรูปแบบกับเรือทุกลำที่เดินทางเข้า-ออกจากท่าเรือของอิหร่าน

วันเดียวกันนั้น ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ ยืนยันว่ากองทัพเรือสหรัฐฯ จะปิดล้อมอิหร่านต่อไป จนกว่ารัฐบาลเตหะรานจะยอมทำข้อตกลงเรื่องโครงการนิวเคลียร์กับรัฐบาลวอชิงตัน โดยปธน.ทรัมป์ให้สัมภาษณ์ทางโทรศัพท์กับแอกซิออส (Axios) สื่อออนไลน์ของสหรัฐฯ ว่า “ใช้วิธีปิดล้อมแบบนี้ค่อนข้างได้ผลดีกว่าไปทิ้งระเบิด”

ขณะเดียวกัน แหล่งข่าวด้านความมั่นคงระดับสูงของอิหร่านออกมาประกาศกร้าวเมื่อวันพุธเช่นกันว่า ปฏิบัติการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ “จะเผชิญกับการตอบโต้ที่เป็นรูปธรรมและรุนแรงในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อนในเร็ว ๆ นี้”

WSJ ประเมินว่า การเดินหน้าปิดล้อมอิหร่านต่อไปกำลังทำให้ความขัดแย้งลากยาว ซึ่งดันให้ราคาน้ำมันแพงขึ้น ตลอดจนบั่นทอนคะแนนความนิยมของปธน.ทรัมป์ และลดโอกาสชนะเลือกตั้งกลางเทอมของพรรครีพับลิกัน นอกจากนี้ ปริมาณการสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังร่วงลงสู่จุดต่ำสุดนับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่เมื่อวันที่ 28 ก.พ. ที่ผ่านมา

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ยังไร้ทางออก เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ บางส่วนประเมินว่า วิกฤตที่ยืดเยื้อมานานถึง 8 สัปดาห์นี้ ท้ายที่สุดอาจจบลงโดยที่ไม่มีทั้งข้อตกลงนิวเคลียร์ฉบับใหม่และไม่เกิดสงครามรอบใหม่ขึ้นก็เป็นได้

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 เม.ย. 69)