
นายศุภกิจ บุญศิริ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม (สศอ.) เผยดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือนมี.ค. 69 อยู่ที่ระดับ 108.69 ขยายตัว 0.75% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่อัตราการใช้กำลังการผลิต (CapU) อยู่ที่ 64.61%
ส่วนภาพรวม MPI ไตรมาส 1/69 (ม.ค.-มี.ค.) อยู่ที่ระดับ 102.76 ขยายตัว 0.83% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ CapU เฉลี่ยอยู่ที่ 61.26%

ปัจจัยสนับสนุนภาคอุตสาหกรรม
- อุตสาหกรรมปิโตรเลียม และยานยนต์ที่กลับมาขยายตัว โดยอุตสาหกรรมปิโตรเลียม ขยายตัว 1.48% และอุตสาหกรรมยานยนต์ ขยายตัว 0.55% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
- การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมยังขยายตัวในระดับสูง โดยเฉพาะการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรม (ไม่รวมทองคำ, อาวุธ, รถถัง และอากาศยานรบ) ขยายตัว 21.10% ซึ่งขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 21
- นักท่องเที่ยวต่างชาติ เดือนมี.ค.69 มีจำนวน 2.8 ล้านคน เพิ่มขึ้น 2.0% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลบวกต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง อาทิ หมูแช่แข็ง มันฝรั่งทอดกรอบ เบียร์ และไส้กรอก
- เสถียรภาพและกระบวนการจัดตั้งรัฐบาล ที่เป็นไปอย่างราบรื่นตามกรอบระยะเวลา ได้ส่งผลดีต่อความต่อเนื่องของมาตรการ และโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่าง ๆ ของภาครัฐ ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนสำคัญต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และภาคอุตสาหกรรมในภาพรวม
ปัจจัยกดดันภาคอุตสาหกรรม
- ปัญหาด้านภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการการกีดกันทางการค้าที่มีแนวโน้มยึดเยื้อ ส่งผลกระทบต่อบรรยากาศการค้าโลก รวมถึงความเชื่อมั่นของคู่ค้าและการตัดสินใจสั่งซื้อสินค้า ทำให้ภาคการผลิตของไทยเผชิญความเสี่ยงเพิ่มขึ้น
- ต้นทุนการผลิตของผู้ประกอบการเพิ่มขึ้น จากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ส่งผลให้ราคาพลังงานและค่าขนส่งปรับตัวสูงขึ้น กดดันต้นทุนการผลิต และโลจิสติกส์ของภาคอุตสาหกรรม
- การแข่งขันจากสินค้านำเข้า ส่งผลให้ผู้ประกอบการในประเทศ เผชิญแรงกดดันด้านการแข่งขันเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะด้านราคา
นายศุภกิจ กล่าวว่า ภาคอุตสาหกรรมไทยยังคงเผชิญแรงกดดันจากหลายด้าน โดยเฉพาะปัจจัยภายนอกประเทศ ทั้งความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ และมาตรการกีดกันทางการค้าของประเทศคู่ค้า ดังนั้น การติดตามและบริหารความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการเสริมสร้างความเข้มแข็งของอุปสงค์ภายในประเทศ จึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อการประคับประคองภาคอุตสาหกรรมในระยะต่อไป
ทั้งนี้ คาดว่า ปี 69 ภาคอุตสาหกรรมไทยมีแนวโน้มทยอยฟื้นตัวได้ หากสามารถบริหารความเสี่ยงจากนโยบายการค้าโลก รวมถึงได้รับแรงสนับสนุนจากมาตรการของภาครัฐ ที่ช่วยกระตุ้นให้เศรษฐกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้ในระยะถัดไป
อุตสาหกรรมหลักที่ส่งผลบวก
- น้ำตาล ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 60.74% จากน้ำตาลทรายดิบ กากน้ำตาล และน้ำตาลทรายขาวบริสุทธิ์ เป็นหลัก ตามปริมาณอ้อยเข้าหีบที่เพิ่มขึ้น เนื่องจากสภาพอากาศเอื้ออำนวย
- เหล็กและเหล็กกล้าขั้นมูลฐาน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 14.06% จากเหล็กแผ่นรีดร้อน เหล็กเส้นข้ออ้อย และเหล็กลวด เป็นหลัก ตามความต้องการที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากโรงงานเหล็กหลายโรงงานของไทย มีกระบวนการผลิตเหล็กที่ปล่อยก๊าซ CO2 ได้น้อยกว่าที่สหภาพยุโรป (EU) กำหนดตามมาตรการชายแดนคาร์บอนของสหภาพยุโรป (CBAM) (มีผลบังคับใช้วันที่ 1 ม.ค.69) จึงเป็นอานิสงส์ให้สามารถส่งออกสินค้าไปยุโรปได้เพิ่มมากขึ้น
- เคมีภัณฑ์ขั้นมูลฐาน ขยายตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 16.09% จากโซดาไฟ คลอรีน และเอทานอล เป็นหลัก จากผู้ผลิตบางรายขยายกำลังการผลิต เพื่อตอบสนองความต้องการใช้เอทานอลเป็นส่วนผสมในแก๊สโซฮอล์เพิ่มขึ้น หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
อุตสาหกรรมที่ส่งผลลบ
- เครื่องจักรอื่น ๆ ที่ใช้งานทั่วไป ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 12.56% จากเครื่องปรับอากาศ เป็นหลัก เนื่องจากตัวแทนจำหน่ายเครื่องปรับอากาศมีสินค้าอยู่ในสต็อกสูง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจ กำแพงภาษีสหรัฐฯ และสงครามการค้าระหว่างประเทศ ประกอบกับฐานสูงในปีก่อน เพราะผู้ผลิตบางรายได้รับคำสั่งซื้อสินค้าจากเวียดนามจำนวนมาก
- พลาสติกและยางสังเคราะห์ขั้นต้น ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 10.60% จาก Polypropylene (PP), Polyethylene (PE) และ Ethylene เป็นหลัก เนื่องจากผู้ผลิตบางรายหยุดผลิตชั่วคราวเพื่อซ่อมบำรุงประจำปี และขาดแคลนวัตถุดิบจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ
- สตาร์ช และผลิตภัณฑ์จากสตาร์ช ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 23.57% จากแป้งมันสำปะหลังเป็นหลัก ตามปริมาณหัวมันสำปะหลังออกสู่ตลาดลดลง หลังประสบปัญหาภัยแล้ง และโรคใบด่าง ประกอบกับสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ทำให้ไม่สามารถนำเข้าหัวมันสำปะหลังจากกัมพูชาได้

MPI เดือนเม.ย.69 ส่งสัญญาณเฝ้าระวังเพิ่มขึ้น จับตาผลกระทบจากตะวันออกกลาง
ระบบการเตือนภัยเศรษฐกิจอุตสาหกรรมภาพรวมของไทย เดือนเม.ย. 69 “ส่งสัญญาณเฝ้าระวังเพิ่มขึ้น” โดยปัจจัยต่างประเทศส่งสัญญาณเฝ้าระวัง จากสงครามในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลต่อทิศทางเงินเฟ้อ และต้นทุนการผลิตในหลายประเทศ ส่วนปัจจัยในประเทศยังคงต้องเฝ้าระวังต้นทุนการผลิตที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น
ทั้งนี้ ยอดจองรถยนต์ในงาน Motor Show 2026 มียอดรวมอยู่ที่ 132,951 คัน เพิ่มขึ้น 55,572 คัน คิดเป็น 71.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงการขยายตัวของความต้องการรถยนต์สมัยใหม่ในระดับสูง โดยเฉพาะในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์ไฮบริด เนื่องมาจากปัจจัยด้านราคาน้ำมันที่ผันผวน และอยู่ในระดับสูง ประกอบกับปัญหาฝุ่น PM 2.5 ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้ผู้บริโภคให้ความสำคัญกับยานยนต์ประหยัดพลังงานและปล่อยมลพิษต่ำมากขึ้น
ขณะเดียวกัน มาตรการส่งเสริมของภาครัฐ ทั้ง EV 3.0 และ EV 3.5 รวมถึงมาตรการสนับสนุนการผลิตรถยนต์ Hybrid และ Mild Hybrid ได้มีบทบาทสำคัญในการสร้างอุปสงค์ และเร่งให้เกิดการเปลี่ยนผ่านของตลาดอย่างเป็นรูปธรรม
ผู้อำนวยการ สศอ. คาดว่า แนวโน้มดังกล่าว จะส่งผลให้การผลิตรถยนต์และการใช้ชิ้นส่วนในประเทศมีทิศทางที่ดีขึ้น ซึ่งจะเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ดัชนีอุตสาหกรรมยานยนต์ปรับตัวเพิ่มขึ้น และสนับสนุนให้ประเทศไทย มุ่งสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์สมัยใหม่ของภูมิภาคต่อไป
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 เม.ย. 69)




