
มาตรการ Extra Charge on high OTR (Order to Trade Ratio:OTR) ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็น (Hearing) จากผู้เกี่ยวข้องและผู้ลงทุนทั่วไป จริง ๆ แล้วเป็นแนวคิดที่ต้องการป้องกันการส่งคำสั่งซื้อขายหุ้นโดยไม่เจตนาที่จะให้เกิดรายการซื้อขายจริง (Deal) เพื่อสะท้อนต้นทุนการใช้ทรัพยากรเชิงระบบ หรือ ต้องการจัดการกับ “การใช้ระบบตลาดที่หนักเกินปกติ” มากกว่าการลงโทษนักลงทุนที่เทรดเก่งหรือเทรดเร็ว
เพราะในปัจจุบันพฤติกรรมการซื้อขายของตลาดเปลี่ยนไปมาก จากเดิมที่นักลงทุนกดส่งคำสั่งด้วยมือ กลายเป็นการใช้โปรแกรมอัตโนมัติหรืออัลกอริทึมเข้ามาช่วยส่งคำสั่งจำนวนมหาศาลในเวลาอันสั้น
สิ่งที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ กำลังมองคือ นักลงทุนบางกลุ่มส่งคำสั่งเข้าไปในระบบจำนวนมาก แต่ไม่ได้เกิดการซื้อขายจริงมากนัก กล่าวคือ ยิงคำสั่งเข้าไปแล้วถอนออก ทำซ้ำ ๆ ตลอดทั้งวัน ทำให้ระบบตลาดต้องประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาล แม้สุดท้ายจะไม่ได้มีมูลค่าการซื้อขายเกิดขึ้นจริงมากเท่าที่ควร
เพื่อให้เห็นภาพง่ายขึ้น ลองนึกถึง ร้านอาหารบุฟเฟต์ ที่รองรับลูกค้าได้จำนวนหนึ่ง ถ้ามีลูกค้าทั่วไปเข้ามาเลือกอาหาร กินจริง ใช้โต๊ะตามปกติ ระบบก็ทำงานได้ราบรื่น
แต่ถ้ามีคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้าออกตลอดเวลา หยิบจาน วางจาน จองโต๊ะ แล้วยกเลิกซ้ำ ๆ หลายพันครั้ง แม้จะไม่ได้กินจริงมาก แต่ร้านก็ต้องใช้พนักงานและทรัพยากรมากขึ้นในการจัดการ คนกลุ่มนี้จึงสร้าง “ภาระต่อระบบ” มากกว่าลูกค้าปกติหลายเท่า
ตลาดหุ้นก็คล้ายกัน ทุกคำสั่งซื้อขายที่ถูกส่งเข้าระบบ ไม่ว่าจะซื้อขายจริงหรือไม่ ระบบ Matching Engine ของตลาดต้องรับข้อมูล ประมวลผล จัดคิวราคา และกระจายข้อมูลไปยังโบรกเกอร์ทั้งหมดแบบ Real-Time ดังนั้น หากมีการส่งคำสั่งจำนวนมหาศาลต่อวินาที ระบบตลาดจะต้องใช้ทรัพยากรสูงขึ้นมาก
จุดสำคัญจึงอยู่ที่คำว่า OTR ซึ่งเป็นตัววัดว่า ส่งคำสั่งเยอะแค่ไหน เมื่อเทียบกับจำนวนที่ซื้อขายจริง
ตัวอย่างเช่น นักลงทุน A ส่งคำสั่งซื้อขาย 100 ครั้ง และมีการจับคู่ซื้อขายจริง 50 ครั้ง แบบนี้ OTR จะอยู่ที่ 2 เท่า ถือว่าปกติ เพราะมีการซื้อขายจริงค่อนข้างมาก
แต่นักลงทุน B ส่งคำสั่ง 10,000 ครั้ง แต่ซื้อขายจริงเพียง 50 ครั้ง แบบนี้ OTR จะสูงถึง 200 เท่า หมายความว่าส่วนใหญ่เป็นคำสั่งที่ถูกยกเลิกหรือเปลี่ยนราคา ไม่ได้ตั้งใจให้เกิดการซื้อขายจริงทั้งหมด
จึงเริ่มมองว่า หากใครมี OTR สูงเกิน 100 เท่า และส่งคำสั่งถี่เกิน 50 ครั้งต่อ Active Minute หรือช่วงเวลาที่มีการเทรดจริงของตัวเอง นักลงทุนกลุ่มนี้อาจใช้ Capacity ของตลาดสูงผิดปกติ และควรมีการคิดค่าธรรมเนียมเพิ่มเติม
คำว่า Active Minute สำคัญมาก เพราะตลาดไม่ได้ดูแค่ ทั้งวันส่งกี่คำสั่ง แต่ดูว่าช่วงที่เทรดนั้นหนาแน่นแค่ไหน
ยกตัวอย่างง่าย ๆ นักลงทุนทั่วไปอาจส่งคำสั่งวันละ 20-30 ครั้ง กระจายทั้งวัน แบบนี้แทบไม่มีผลต่อระบบ
แต่นักลงทุนที่ใช้ระบบอัตโนมัติ อาจส่งคำสั่ง 100 ครั้งภายใน 1 นาที แล้วทำแบบนี้ต่อเนื่องหลายชั่วโมง เท่ากับระบบตลาดต้องรับข้อมูลระดับหลายหมื่นคำสั่งต่อวันจากบัญชีเดียว
ลองคิดภาพแบบง่ายที่สุด ถ้าระบบส่งคำสั่ง 100 ครั้งต่อนาที และทำต่อเนื่อง 300 นาที จะเท่ากับ 30,000 คำสั่งต่อวันทันที ส่วนเกินดังกล่าวจะถูกเก็บค่าบริการในอัตรา 0.15 บาท ต่อคำสั่ง
หากคำสั่งส่วนใหญ่ไม่ได้จับคู่จริง และถูกยกเลิกเร็ว ค่า OTR ก็จะพุ่งสูงมาก ซึ่งหมายความว่าระบบตลาดต้องทำงานหนัก แต่ไม่ได้เกิดธุรกรรมจริงตามสัดส่วน
พฤติกรรมแบบนี้มักเกิดในกลุ่ม High Frequency Trading (HFT) หรือระบบ Algorithmic Trading ที่ใช้คอมพิวเตอร์ตัดสินใจแทนมนุษย์ โดยโปรแกรมจะส่งคำสั่งเข้าออกตลาดตลอดเวลาเพื่อหาช่องว่างของราคา หรือแย่งลำดับคิว Bid-Offer ให้เร็วที่สุด
ตัวอย่างเช่น หุ้นตัวหนึ่งมี Bid อยู่ที่ 10.00 บาท และ Offer ที่ 10.02 บาท
ระบบ HFT อาจส่งคำสั่งซื้อที่ 10.01 บาท แล้วถอนออกภายในเสี้ยววินาที หากเห็นว่ามีคนแย่งคิว หรือราคาเปลี่ยน จากนั้นส่งใหม่อีกครั้งที่ราคาอื่น ทำแบบนี้หลายพันครั้งต่อวันเพื่อรักษาตำแหน่งคิวที่ดีที่สุด
แม้ดูเหมือนเป็นการ “เพิ่มสภาพคล่อง” แต่ในอีกมุมหนึ่ง ระบบตลาดก็ต้องรับภาระสูงมาก เพราะทุกการขยับคำสั่งต้องถูกประมวลผลทันที
สิ่งที่น่าสนใจคือ ข้อมูลของ SET สะท้อนว่า พฤติกรรมลักษณะนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะ HFT ต่างชาติเท่านั้น นักลงทุนในประเทศ ทั้ง Proprietary Trade, Market Maker และแม้แต่รายย่อยบางกลุ่ม ก็เริ่มใช้ระบบอัตโนมัติลักษณะเดียวกันมากขึ้น
ดังนั้น มาตรการนี้จึงไม่ใช่ “มาตรการต่อต้านต่างชาติ” แต่เป็นการจัดการต้นทุนการใช้ระบบให้เหมาะสมกับพฤติกรรมจริง
เพราะในปัจจุบัน นักลงทุนทั่วไปที่ส่งคำสั่งวันละไม่กี่ครั้ง ต้องใช้ระบบเดียวกับผู้ที่ยิงคำสั่งวันละหลายหมื่นครั้ง แต่จ่ายค่าธรรมเนียมพื้นฐานใกล้เคียงกัน ตลาดจึงมองว่าคนที่ใช้ทรัพยากรระบบมาก ควรช่วยรับภาระต้นทุนเพิ่มบางส่วน
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ยังอยู่ในขั้นศึกษา เพราะตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องระวังไม่ให้มาตรการแรงเกินไปจนกระทบสภาพคล่อง หากเก็บค่าธรรมเนียมสูงเกิน นักลงทุนกลุ่ม HFT อาจลดกิจกรรมลง ทำให้ Bid-Offer กว้างขึ้น หุ้นบางตัวอาจซื้อขายยากขึ้น และปริมาณการซื้อขายโดยรวมอาจลดลงได้
ดังนั้น สิ่งที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ พยายามทำจึงเป็นการหาสมดุลระหว่าง “การเปิดให้ใช้เทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพตลาด” กับ “การป้องกันไม่ให้ผู้เล่นบางกลุ่มใช้ระบบหนักจนเกินความจำเป็น” ซึ่งถือเป็นโจทย์สำคัญของตลาดทุนทั่วโลกในยุคที่การซื้อขายด้วย AI และอัลกอริทึมกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว
ธิติ ภัทรยลรดี
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 พ.ค. 69)




