มองมุมต่าง: ตลท. ปรับเกมคุม HFT “จับพฤติกรรมจริง” หลังเทรด ใช้ Post-Audit คุมเข้ม แม้ไม่เคยขึ้นทะเบียน

ตลาดหลักทรัพย์ฯ อยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็น (Hearing) เพื่อเสนอการปรับมาตรการกำกับดูแลพฤติกรรมการซื้อขายที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายความถี่สูง (HFT) ให้มีการกำกับดูแลตรงกับพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริงมากขึ้น เพื่อให้นักลงทุนรายย่อยสบายใจขึ้น

จากเดิมที่ให้ผู้ลงทุนต้องขึ้นทะเบียนเป็นลูกค้ากลุ่ม HFT ก่อนเริ่มซื้อขาย หากเข้าเกณฑ์ว่าใช้ชุดคำสั่งคอมพิวเตอร์ในการซื้อขายอัตโนมัติ และมีอุปกรณ์หรือระบบคอมพิวเตอร์ตั้งอยู่ใกล้ระบบของตลาดหลักทรัพย์ฯ เช่น Co-location

แต่แนวทางใหม่จะปรับจากการดู “ก่อนซื้อขาย” มาเป็น “การตรวจสอบภายหลัง (Post-Audit)” โดยพิจารณาจาก 2 แนวทาง คือ ผู้ลงทุนมี Dedicated API หรือมีพฤติกรรมการซื้อขายเข้าข่าย HFT ตามเงื่อนไขที่กำหนด

หลักคิดของการเปลี่ยนแปลงนี้ คือ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องการกำกับ HFT บนฐานของ “พฤติกรรมจริง” ไม่ใช่ดูเพียงสถานะหรือการลงทะเบียนล่วงหน้า เพราะในทางปฏิบัติ ผู้ลงทุนบางรายอาจไม่ได้อยู่ในเกณฑ์เดิม แต่มีพฤติกรรมส่งคำสั่งถี่มาก เปลี่ยนแปลงคำสั่งเร็ว หรือซื้อขายในรูปแบบที่ส่งผลต่อคุณภาพตลาดหลักทรัพย์

ขณะที่บางรายอาจมีระบบเทคโนโลยีขั้นสูง แต่ไม่ได้สร้างพฤติกรรมที่เป็นปัญหา การตรวจสอบย้อนหลังจึงช่วยให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ติดตามพฤติกรรมได้แม่นยำขึ้น และลดช่องว่างของกฎเดิม

ตัวอย่างเช่น นักลงทุนรายหนึ่งไม่ได้แจ้งหรือขึ้นทะเบียนเป็น HFT ตั้งแต่แรก แต่ในระหว่างวันมีการส่งคำสั่งซื้อขายมากกว่า 50 คำสั่งต่อนาทีต่อบัญชีอย่างต่อเนื่อง มีสถานะคงเหลือสิ้นวันต่ำกว่า 50% ของปริมาณที่ซื้อขาย และมีการซื้อขายเกิน 80% ของช่วงเวลาซื้อขายที่เปิดให้ทำการ รวมถึงมีมูลค่าซื้อขายมากกว่า 30 ล้านบาทต่อวัน

พฤติกรรมลักษณะนี้สะท้อนว่าอาจเป็นการซื้อขายความถี่สูง แม้ไม่ได้ขึ้นทะเบียนไว้ล่วงหน้า ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงสามารถจัดกลุ่มให้เป็น HFT ได้จากพฤติกรรมจริง

อีกมาตรการหนึ่ง คือ การยกเลิกการจำกัดหลักทรัพย์ที่ HFT สามารถซื้อขายได้ เดิมอาจกำหนดว่า HFT ซื้อขายได้เฉพาะหุ้นบางกลุ่ม แต่เมื่อแนวทางใหม่เปลี่ยนไป เน้นตรวจสอบจากพฤติกรรม และมีการปรับรายชื่อหลักทรัพย์ที่ขายชอร์ตได้ให้เหลือเฉพาะหุ้นที่มีสภาพคล่องสูง จึงไม่จำเป็นต้องคงข้อจำกัดเดิมไว้ เพราะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมลักษณะนี้จะถูกคัดกรองด้านสภาพคล่องอยู่แล้ว

ตัวอย่างเช่น หากหุ้นขนาดเล็กมีสภาพคล่องต่ำมาก และไม่อยู่ในกลุ่มหุ้นที่ขายชอร์ตได้ HFT ก็ไม่สามารถใช้กลยุทธ์ที่เกี่ยวข้องกับการขายชอร์ตในหุ้นนั้นได้อยู่ดี

การกำหนดว่าหุ้นใด HFT ซื้อขายได้จึงอาจไม่จำเป็น ขณะที่หุ้นขนาดใหญ่ที่มีสภาพคล่องสูง เช่น มีผู้ซื้อผู้ขายจำนวนมากและมีปริมาณซื้อขายหนาแน่น จะเหมาะสมกว่าในการรองรับคำสั่งจำนวนมากจากระบบอัตโนมัติ

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังเสนอให้ยกเลิก Minimum Resting Time (MRT) ซึ่งเป็นข้อกำหนดให้คำสั่งต้องค้างอยู่ในระบบอย่างน้อยช่วงเวลาหนึ่งก่อนถูกยกเลิก เหตุผลคือ ไม่พบผลลัพธ์ที่ชัดเจน และปัจจุบันมีเครื่องมืออื่นที่ตรงจุดกว่า เช่น การเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มสำหรับบัญชีที่มีอัตราคำสั่งต่อการซื้อขายสำเร็จสูง (High OTR) รวมถึงการใช้ AI Surveillance เพื่อตรวจจับพฤติกรรมผิดปกติ เช่น การ Spoofing

ตัวอย่างของ การทำ Spoofing คือแผู้ลงทุนส่งคำสั่งซื้อจำนวนมากที่ราคาหนึ่ง เพื่อทำให้ตลาด หรือคนทั่วไปเข้าใจว่ามีแรงซื้อจากฝั่ง Bid เข้ามารออยู่อย่างหนาแน่น จากนั้นเมื่อราคาหุ้นขยับขึ้น กลับยกเลิกคำสั่งซื้อเหล่านั้น

ในฝั่ง Offer ก็เช่นกัน นำหุ้นที่มีอยู่มาตั้งขายจำนวนมาก เพื่อขู่ให้เห็นว่ามีหุ้นที่จะรอขายอยู่มหาศาล พอมีคนกลัวก็ขายหุ้นออกมาใส่ฝั่ง Bid หลังจากนั้นก็รีบถอนออก

การกระทำนี้ทำให้ภาพอุปสงค์ในตลาดบิดเบือน แม้คำสั่งจำนวนมากจะไม่ได้เกิดการซื้อขายจริง

ทั้งนี้ การใช้ AI ตรวจจับรูปแบบพฤติกรรมเช่นนี้จึงมีประสิทธิภาพกว่าการบังคับให้ทุกคำสั่งต้องค้างอยู่ในระบบตามเวลา MRT แบบตายตัว

ส่วน Dynamic Price Band หรือ DPB ก็เป็นอีกมาตรการที่เสนอให้ยกเลิก เพราะพบว่าส่วนใหญ่ไปกระทบหุ้นที่มีสภาพคล่องต่ำ ทำให้เกิดอุปสรรคต่อการซื้อขายมากกว่าจะช่วยแก้ปัญหาโดยตรง หากหุ้นมีผู้ซื้อ-ขายน้อยอยู่แล้ว การตั้งกรอบราคาที่เข้มมากอาจทำให้การจับคู่คำสั่งยากขึ้น นักลงทุนที่ต้องการซื้อหรือขายจริงอาจทำรายการไม่ได้ ส่งผลให้สภาพคล่องยิ่งลดลง

โดยรวมแล้ว แนวทางใหม่นี้สะท้อนว่าตลาดหลักทรัพย์ฯ ต้องการย้ายจากการใช้กฎเชิงรูปแบบ ไปสู่การกำกับดูแลเชิงพฤติกรรมมากขึ้น

กล่าวคือ ไม่ได้มองแค่ว่าใครใช้ระบบอะไร หรือขึ้นทะเบียนไว้หรือไม่ แต่ดูว่าการซื้อขายจริงส่งผลต่อตลาด หรือผู้ลงทุนอื่นอย่างไร

หากพฤติกรรมมีลักษณะถี่ เร็ว สร้างภาระให้กับระบบ หรืออาจบิดเบือนราคา ก็จะถูกตรวจสอบและถูกกำกับดูแลอย่างเหมาะสม และทันท่วงที

ขณะเดียวกันมาตรการที่ซ้ำซ้อนหรือให้ผลไม่ชัดเจน เช่น MRT, DPB และการจำกัดหุ้นที่ HFT ซื้อขายได้ ก็ถูกเสนอให้ยกเลิก เพื่อลดอุปสรรคและทำให้ตลาดทำงานได้คล่องตัวขึ้น

ธิติ ภัทรยลรดี

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 พ.ค. 69)