CONSENSUS: ส่องหุ้น TLI พอร์ตโตกระฉูด! บอนด์ยีลด์พุ่ง-ปันผลเริ่ด-คุมยอดเคลมนิ่งหนุนกำไร

โบรกเชียร์ “ซื้อ” หุ้น บมจ.ไทยประกันชีวิต [TLI] รับอานิสงส์ผลตอบแทนจากเงินลงทุนสูงขึ้นตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) และผลตอบแทนจากการลงทุนในหุ้น ทั้งเงินปันผล และกำไรจากการลงทุนที่สูงขึ้น เป็นแรงหนุนต่อธุรกิจของ TLI โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 2/69

ประกอบกับ การบริหารจัดการการเคลมประกันที่มีประสิทธิภาพดีขึ้น ส่งผลต่ออัตรากำไรขั้นต้น และแนวโน้มรายได้จากการต่อเบี้ยประกันสุขภาพมีเข้ามามากขึ้นในช่วงไตรมาส 2/69

ราคาหุ้น TLI เปิดตลาดช่วงบ่ายอยู่ที่ 11.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.10 บาท (+0.88%)

นายตฤณ สิทธิสวัสดิ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บล. หยวนต้า (ประเทศไทย) มองว่า TLI จะได้รับรับอานิสงส์บวกจาก Bond Yield ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยที่หนุนหุ้นในกลุ่มประกัน ประกอบกับ ในช่วงที่ผ่านมาดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้น เป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่เข้ามาหนุนผลตอบแทนของพอร์ตลงทุน และเป็นส่วนที่คาดว่าจะหนุนผลการดำเนินงานในไตรมาส 2/69 ให้เติบโตได้ต่อเนื่องจากไตรมาสแรก

ขณะที่ TLI ยังสามารถควบคุมประสิทธิภาพของการเคลมประกันได้อย่างดีมาต่อเนื่อง รวมทั้งแนวโน้มของรายได้ที่มาจากประกันคาดว่าจะเร่งตัวขึ้นในช่วงไตรมาส 2/69 จากการต่อประกันเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะสัญญาประกันสุขภาพ เชื่อว่าจะเข้ามาหนุนการเติบโตของภาพรวมผลการดำเนินงาน จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 14.20 บาท/หุ้น

นักวิเคราะห์ บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มองว่าภาพรวมของธุรกิจ TLI ในช่วงไตรมาส 2/69 ยังเห็นการปรับตัวขึ้นได้ จากผลตอบแทนในการลงทุนที่ยังมีแนวโน้มที่สูงขึ้น จากอัตราผลตอบแทนพันธบัตร และรายได้เงินปันผลที่เพิ่มขึ้น และราคาหุ้นในช่วงที่ผ่านมาปรับตัวลงมาค่อนข้างมากในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมา ทำให้ยังมีอัพไซด์เล็กน้อยจากราคาเป้าหมายที่ให้ไว้ 12 บาท/หุ้น แต่หากเป็นการลงทุนระยะยาวก็ยังเป็นหุ้นที่ให้ผลตอบแทนเงินปันผลที่ดีเกือบ 7%

ขณะที่ธุรกิจของ TLI ยังคงมีความแข็งแกร่ง จากฐานลูกค้าจำนวนมาก และความน่าเชื่อถือของบริษัทที่มีมาอย่างยาวนาน หากมาดูในเรื่องของ Performance รายได้จากธุรกิจประกันภัยยังมีโอกาสเพิ่มขึ้นได้ต่อเนื่องจากไตรมาสแรกจากลูกค้าต่อประกัน อีกทั้งยังมีปัจจัยหนุนจากการทยอยเพิ่มขึ้นของรายได้จากการประกันภัย และอัตรากำไรที่ดีขึ้น หลังบริษัทจัดการเคลมค่ารักษาพยาบาลได้อย่างประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งเริ่มเห็นผลในช่วงไตรมาส 1/69 ทำให้มีการปรับเพิ่มกำไรในปี 69 เป็นเติบโต 13% จากเดิมที่คาดโต 12% และยังให้คำแนะนำ “ซื้อ”

บทวิเคราะห์ บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ปรับเพิ่มราคาเป้าหมายหุ้น TLI มาที่ 15 บาท/หุ้นเพื่อสะท้อนกำไรหลักปี 69-71 สูงขึ้น 10% หลังผลประกอบการไตรมาส 1/69 ออกมาอย่างแข็งแกร่ง เราคาดว่ากำไรในช่วงปี 69-71 จะเติบโตเฉลี่ยที่ 7% CAGR ได้รับปัจจัยหนุนจากยอดเคลมประกันลดลง รายได้จากการลงทุนแข็งแกร่งขึ้น และยอดคงเหลือของมูลค่ากำไรตามสัญญา(CSM) ที่แข็งแกร่งราว 9.16 หมื่นล้านบาท

ด้าน Valuation ยังคงมีความน่าสนใจโดยซื้อขายอยู่ที่ P/EV 0.7x พร้อมเงินปันผลที่ 6% โดยราคาเป้าหมายใหม่ของเราอิงจาก P/EV ปี 69 ที่ 0.9x (+1SD) ปรับเพิ่มขึ้นจากเดิมที่ 0.75x เพื่อสะท้อนการเติบโตของกำไรที่แข็งแกร่งขึ้นและสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยจาก Bond Yield ที่ปรับตัวสูงขึ้น เรายังคงชอบกลุ่มประกันภัยมากกว่ากลุ่มโรงพยาบาล เนื่องจากมีการเติบโตที่แข็งแกร่งกว่าและมูลค่าหุ้นที่ถูกกว่า ขณะที่ยังคงได้รับประโยชน์จากความต้องการประกันสุขภาพที่ขับเคลื่อนโดยสังคมผู้สูงอายุ

ยอดเบี้ยรับรวมปีแรกแบบคำนวณรายปี(APE) ในไตรมาส 1/69 ลดลง 29% YoY จากฐานสูงที่เกิดจากการเร่งซื้อประกันสุขภาพก่อนนโยบาย Co-pay ในปีก่อน เราคาดว่าการหดตัวจะน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญในไตรมาส 2/69 และ APE จะกลับมาเติบโตเป็นบวกในช่วงครึ่งปีหลัง สะท้อนว่า APE น่าจะผ่านจุดต่ำสุดไปแล้ว เราคาดว่า APE ปี69 จะลดลง 9% YoY ก่อนกลับมาเติบโต 5-6% ในปี 70-71 โดย upside ต่อคาดการณ์เราเพิ่มเติมหากผลิตภัณฑ์เรือธงใหม่ที่เตรียมเปิดตัวในเดือน มิ.ย.69 ผ่านช่องทางตัวแทนได้รับการตอบรับที่ดี หรือหาก TLI สามารถชิงส่วนแบ่งตลาดเพิ่มขึ้นจากคู่แข่งบางรายที่เริ่มเปลี่ยนไปใช้ผลิตภัณฑ์แบบ Co-pay ทั้งหมด

อัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่เพิ่มขึ้นช่วยหนุนรายได้จากการลงทุน หลังรายได้จากการลงทุนในไตรมาสไตรมาส 1/69 แข็งแกร่ง เราคาดว่าไตรมาส 2/69 จะยังดีต่อเนื่องหนุนจากฤดูกาลรับเงินปันผล และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่สูงขึ้น โดยอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับขึ้นสู่ 2.59% จาก 1.76% ณ สิ้นปี 68 คาดว่าจะช่วยหนุนรายได้จากการลงทุน, VONB margin, รวมถึงเพิ่มความยืดหยุ่นในการออกแบบผลิตภัณฑ์ของบริษัทเราคาดกำไรจากการลงทุนในปี6 9-71 จะเติบโตเฉลี่ย13% CAGR ขณะที่แม้ bond yield ที่สูงขึ้นอาจกดดันส่วนของผู้ถือหุ้นจากผลขาดทุน mark-to-market แต่เราไม่ได้กังวลมากนักเนื่องจากไม่กระทบต่อกำไรและยังช่วยหนุน ROE ให้ปรับตัวสูงขึ้น

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 พ.ค. 69)