
นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน อภิปรายร่าง พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาผลกระทบจากสถานการณ์วิกฤตด้านพลังงานและสร้างการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ 4 แสนล้านบาทว่า จากวัตถุประสงค์ที่รัฐบาลกำหนดไว้เอง ซึ่งแบ่งเงินกู้ออกเป็น 2 ก้อน ก้อนละ 2 แสนล้านบาท ก้อนแรกเพื่อฟื้นเศรษฐกิจ บรรเทาภาระประชาชนและช่วยผู้ประกอบการ และก้อนที่สองเพื่อเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลไปสู่พลังงานสะอาด แต่หากพิจารณาจากผลที่เกิดขึ้น รัฐบาลยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายของเงินกู้ก้อนแรกได้ โดยมีประชาชนและภาคเศรษฐกิจอย่างน้อย 4 กลุ่มที่ถูกละเลย ได้แก่ กลุ่มอาชีพที่ได้รับผลกระทบหนักจากวิกฤตราคาน้ำมัน เช่น ประมง ขนส่ง เกษตรกร รวมถึงภาคการผลิต SME และแรงงาน
ทั้งนี้ แม้รัฐบาลจะอ้างถึงการช่วยเหลือแบบพุ่งเป้า (Targeting) แต่เมื่อเกิดวิกฤตกลับใช้นโยบายแบบหว่านแห ในขณะที่ภาคการผลิตซึ่งมีขนาดประมาณ 1 ใน 4 ของเศรษฐกิจไทยกลับไม่มีนโยบายรองรับที่เป็นชิ้นเป็นอัน สะท้อนจากกำลังการผลิตของโรงงานที่ลดลงเหลือประมาณ 57% ซึ่งต่ำที่สุดในรอบ 24 ไตรมาส ภาคยานยนต์หดตัว 7.2% และดัชนีความเชื่อมั่นธุรกิจลดลงจาก 48.8 เหลือ 44.0
นายวีระยุทธ กล่าวต่อว่า ในส่วนของ SME นั้น ช่วงครึ่งแรกของปี 69 มีธุรกิจแจ้งเลิกกิจการกว่า 7,000 ราย เพิ่มขึ้น 12.5% จากปีก่อน ท่ามกลางการแข่งขันจากสินค้าต่างประเทศที่ไหลทะลักเข้ามา ส่วนตลาดแรงงานก็มีคนว่างงานเพิ่มขึ้นเกือบ 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และจำนวนผู้ประกันตนมาตรา 33 ที่รับสิทธิกรณีว่างงานเพิ่มสูงขึ้นเกือบ 50,000 คนภายในไตรมาสเดียว
ทั้งนี้ สาเหตุที่รัฐบาลอาจยังเชื่อว่า เศรษฐกิจกำลังมาถูกทาง เป็นเพราะ จีดีพีไตรมาส 2 ยังขยายตัว 1.9% พร้อมอธิบายว่านี่คือการเข้าสู่ “New Economy” แต่หากดูไส้ในของจีดีพี จะพบว่า การลงทุนภาคเอกชนที่โตถึง 13.4% นั้นมีแรงหนุนสำคัญจากการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ ซึ่งพึ่งพาการนำเข้าอุปกรณ์ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำเป็นจำนวนมาก
และการที่รัฐบาลและคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เร่งอนุมัติโครงการ ดาต้าเซ็นเตอร์แบบปล่อยผี ทั้งในเรื่องการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) เงื่อนไขสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศ (Local Content) และใบอนุญาตประกอบกิจการ ส่งผลให้ในช่วง 6 เดือนแรกของปี ไทยขาดดุลการค้าไปแล้วกว่า 1 ล้านล้านบาท
นายวีระยุทธ ระบุด้วยว่า การตั้งบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ของรัฐบาล อาจเป็นเพียงการเลี่ยงบาลีและหนีปัญหา เพราะจากข้อมูลที่ได้รับผ่านการทำงานของคณะกรรมาธิการฯ พบปัญหาอย่างน้อย 5 ประการ ได้แก่ 1. การไม่กำกับย้อนหลัง 57 โครงการที่ได้รับอนุมัติแล้ว มูลค่ารวม 810,000 ล้านบาท 2. การไม่คัดเลือกประเภทของดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ต้องการส่งเสริม 3. ช่องว่างทางกฎหมายระหว่างดาต้าเซ็นเตอร์ กับ Data Hosting 4. ไม่มีผู้ลงทุนรายใดแจ้งความต้องการใช้ไฟฟ้าสะอาด และ 5. แนวคิดเรื่อง Local Content ที่อาจนับรวมค่าที่ดินและค่าก่อสร้างเข้าไปด้วย
“กลุ่มที่จะแฮปปี้กับดาต้าเซ็นเตอร์สุดๆ ก็คือเจ้าของที่ดิน เจ้าของนิคม กับบริษัทผู้รับเหมา เงินกู้ก้อนแรกไม่ได้ถูกนำมาใช้เพื่อสร้างอนาคตของเศรษฐกิจ แต่ถูกใช้เพื่อตอบโจทย์การเมืองและเรียกคะแนนเสียงเพื่อให้นายกฯ อนุทินสามารถเดินตลาดหาคะแนนจากชาวบ้านได้” นายวีระยุทธ กล่าว
ทั้งนี้ นายวีระยุทธ กล่าวถึงเงินกู้ก้อนที่สองว่า แม้รัฐบาลระบุว่าจะใช้เพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน แต่พบว่าหลายโครงการที่เสนอเข้ามาสะท้อนให้เห็นถึงการขาดแผนการเปลี่ยนผ่านที่เป็นระบบ เช่น โครงการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เคยจัดทำแคตตาล็อกให้เลือกโครงการติดโซลาร์เซลล์และระบบต่างๆ ก่อนจะถูกพักไว้ รวมถึงโครงการของกรมชลประทานวงเงินประมาณ 20,000 ล้านบาท ที่เปลี่ยนเครื่องจักรและระบบสูบน้ำจากน้ำมันมาเป็นไฟฟ้า ซึ่งน่าตั้งคำถามว่าเป็นความจำเป็นเร่งด่วนและถือเป็นการเปลี่ยนผ่านอย่างแท้จริงหรือไม่
ส่วนโครงการติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ไว้บนหลังคา (Solar Rooftop) ซึ่งรัฐบาลประกาศเป้าหมายไว้ที่ 1 ล้านครัวเรือน จากการหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกลับพบว่า ยังไม่มีข้อสรุปชัดเจนแม้กระทั่งว่าจะสนับสนุนที่ 30,000 หรือ 50,000 บาท และจะรองรับระบบขนาด 3 หรือ 5 กิโลวัตต์ ในขณะที่ข้อจำกัดของโครงข่ายไฟฟ้าก็ยิ่งทำให้เป้าหมาย 1 ล้านครัวเรือนภายในเดือนธันวาคม 2570 เป็นไปได้ยาก
ทั้งนี้ นายวีระยุทธ ระบุว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ใช่เพียงแค่การเพิ่มจำนวนรถยนต์ไฟฟ้า (EV) หรือแผงโซลาร์เซลล์ แต่ต้องลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลอย่างจริงจัง จากผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ ร่วมกับโครงการด้านพลังงานสะอาดที่ได้สำรวจกว่า 200 บริษัทในอุตสาหกรรมหลักของไทย พบว่าปัจจุบันประเทศไทยมีไฟฟ้าสะอาดพร้อมจ่ายเพียงประมาณ 30 หน่วย ขณะที่ในอีก 4-5 ปีข้างหน้า ความต้องการจากภาคอุตสาหกรรมจะเพิ่มขึ้นเกือบ 90-100 หน่วย และในปี 2578 อาจเพิ่มสูงถึง 140-170 หน่วย
ซึ่งหลายบริษัทต้องการลงทุนต่อในประเทศไทย เพราะมีแรงงาน ทรัพยากร โครงสร้างพื้นฐาน และซัพพลายเชนพร้อมอยู่แล้ว แต่หากไม่สามารถจัดหาไฟฟ้าสะอาดได้ การลงทุนในเฟสต่อไปก็อาจย้ายไปที่เวียดนามหรือมาเลเซีย และการขาดแคลนไฟฟ้าสะอาดยังอาจผลักบริษัทคุณภาพสูงออกไป และเหลือเพียงการลงทุนที่พึ่งพาพลังงานฟอสซิลเข้ามาแทนที่
นายวีระยุทธ ยังชี้ให้เห็นว่า การเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่สามารถใช้สูตรสำเร็จเดียวกับทุกอุตสาหกรรมได้ เพราะ SME ในห่วงโซ่ยานยนต์กับอุตสาหกรรมปิโตรเคมีมีความต้องการด้านพลังงานที่ต่างกัน รัฐจึงต้องออกแบบเครื่องมือต่างๆ เช่น Direct PPA หรือ UGT รวมถึงระบบจัดหาไฟฟ้าให้เหมาะสมกับแต่ละอุตสาหกรรม
* ชี้ พ.ร.ก.ก้อนแรกฟื้นคะแนนเสียง ก้อนสองเลี้ยงเครือข่ายอุปถัมภ์
นอกจากนี้ นายวีระยุทธ กล่าวว่า เงินกู้ก้อนที่สองนี้ไม่มีแผนการเปลี่ยนผ่านพลังงานอย่างเป็นระบบ หลายโครงการไม่ได้สะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนและสามารถใช้งบประมาณปกติได้ อีกทั้งยังไม่มีตัวชี้วัดด้านพลังงาน เทคโนโลยี หรือผลลัพธ์ที่จะช่วยลดค่าไฟให้กับประชาชน
“ต่อให้เราตัดเรื่องวินัยการคลัง ตัดเรื่องกฎระเบียบ ตัดเรื่องความเหมาะสมเชิงกระบวนการออกไป ดูกันที่เป้าหมายเลย ก็ยิ่งชวนสงสัยว่ารัฐบาลกำลังใช้เงินสองก้อน ซึ่งเป็นเงินอนาคตของประชาชนทุกคนไปกับอะไร ก้อนแรกกำลังจะถูกใช้ไปเพื่อฟื้นคะแนนเสียง ส่วนก้อนที่สองจะถูกใช้เพื่อเลี้ยงเครือข่ายอุปถัมภ์” นายวีระยุทธ กล่าว
โดย ฐานิสร์ ทองนอก/รัชดา คงขุนเทียน




