หุ้นกลุ่มแบงก์บวก รับอานิสงส์เศรษฐกิจฟื้น-ผลงาน Q4/64 ทรงตัวหลังต้นทุนลดลง

ดัชนีกลุ่มแบงก์ปรับตัวขึ้น 0.21% หรือเพิ่มขึ้น 0.89 จุด นำโดย BBL บวก 1.20% หรือ เพิ่มขึ้น 1.50 บาท มาที่ 126 บาท

KBANK ปรับขึ้น 0.70% หรือเพิ่มขึ้น 1.00 บาท มาที่ 143.50 บาท

KKP ปรับขึ้น 0.79% หรือเพิ่มขึ้น 0.50 บาท มาที่ 63.50 บาท

KTB ปรับขึ้น 0.74% หรือเพิ่มขึ้น 0.10 บาท มาที่ 13.60 บาท

บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ว่า แนะนำ POSITIVE กลุ่มแบงก์ จากการเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจใหม่ และอัตราการฉีดวัคซีนที่เพิ่มขึ้นน่าจะหนุนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคเพิ่มขึ้น

เปลี่ยน Top Pick เป็น KBANK และ KKP (จาก KBANK และ TTB) โดยชอบ KKP ที่ยัง laggard รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและตลาดทุนที่ขยายตัวแรง และ ปรับคำแนะนำ TTB เป็น ถือ จาก ซื้อ หลังจากราคาหุ้นเพิ่มขึ้น 20% แซงหน้าดัชนี SET 16% ในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา ความเสี่ยงหลัก คือ การกลายพันธุ์ของไวรัส ซึ่งอาจทำลายความเชื่อมั่นของผู้บริโภค และอาจนำไปสู่มาตรการล็อกดาวน์ที่เข้มงวดขึ้นอีก

ธนาคาร 7 แห่งที่เราวิจัยคาดว่าจะรายงานผลประกอบการไตรมาส 4/64 ที่ 3.4 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% YoY (ทรงตัว QoQ) เนื่องจากต้นทุนสินเชื่อ (ยกเว้น KBANK) และ opex ที่ลดลง โดย BBL มีแนวโน้มที่จะรายงานการเติบโตของกำไรต่อหุ้นที่แข็งแกร่งที่สุดที่ 195% YoY เนื่องจากต้นทุนแฝงที่สูงในไตรมาส 4/63 สินเชื่อมีแนวโน้มเติบโต QoQ เนื่องจากปัจจัยตามฤดูกาลของความต้องการเงินทุนหมุนเวียนที่สูง NIM น่าจะลดลงจากการปรับโครงสร้างหนี้ระยะยาว ในแง่บวก PPoP มีแนวโน้มที่จะเติบโต 9% YoY นำโดย BBL (OPEX ลดลง) และ KBANK (NII เพิ่มขึ้น)

คาดการณ์อย่างระมัดระวังว่าอัตราส่วน NPL ของภาคธุรกิจจะเพิ่มขึ้นจาก 4.2% ในไตรมาส 3/64 เป็น 4.3% ในไตรมาส 4/64 เนื่องจากสินเชื่อ SME บางส่วนกลายเป็น NPL อย่างไรก็ตาม เราคาดว่าต้นทุนเครดิตจะลดลง 145bps ในไตรมาส 4/64 จาก 158bp ในไตรมาส 3/64 เราไม่ค่อยกังวลเกี่ยวกับคุณภาพสินทรัพย์นัก เนื่องจากธนาคารไทยมี NPL coverage ที่ 156% และระดับเงินทุน 19.9% สำหรับปี 2565 เราคาดการณ์ว่าอัตราส่วน NPL จะเพิ่มขึ้น 30bps YoY เป็น 4.6% แต่ต้นทุนสินเชื่อน่าจะลดลง 10bps YoY เป็น 1.42% จากนโยบายการกันสำรองล่วงหน้าและนโยบายช่วยเหลือของ ธปท.

ภาคการธนาคารคาดว่าจะทำผลงานได้ดีกว่า SET ในปี 2565 เนื่องจากกำไรที่เพิ่มขึ้นและ ROE จากต้นทุนสินเชื่อที่ลดลงจะเป็นปัจจัยหนุนให้มีการประเมินมูลค่าใหม่จากระดับต่ำสุดในปัจจุบัน (P/BV 0.7 เท่า) NIM ลบด้วยต้นทุนเครดิตมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีกจาก 1.13% ในปี 63 เป็น 1.3-1.4% ในปี 64-65 การฟื้นตัวของกำไรจะทำให้ ROE ของภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นจาก 5.9% ในปี 63 เป็น 7-8% ในปี 64-65

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 ม.ค. 65)

Tags: , , , , ,
Back to Top