
นักวิเคราะห์ฯ เผยตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดดัชนีแกว่งในกรอบ ขาดปัจจัยใหม่ขับเคลื่อน ขณะที่นักลงทุนจับตาดูการประกาศผลประกอบการของหุ้นธนาคาร และคำตัดสินของศาลสหรัฐฯ ในคดีมาตรการภาษีของสหรัฐฯ อย่างไรก็ตามราคาพลังงานยังปรับเพิ่มขึ้น หนุนหุ้นกลุ่มพลังงานประคองตลาดได้ โดยให้กรอบแนวรับ 1,225 จุด และแนวต้าน 1,245 จุด
นายชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิจัยสายงานวิจัย บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยเช้านี้ คาดดัชนีแกว่งในกรอบ ตลาดยังคงอยู่ในภาวะรอปัจจัยใหม่ๆ เข้ามาสร้างความเชื่อมั่น ขณะที่นักลงทุนจับตาการพิจารณาของศาลสหรัฐฯ ในคดีมาตรการภาษีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ
ด้านปัจจัยในประเทศ ติดตามการรายงานผลประกอบการหุ้นกลุ่มธนาคารวันนี้ โดยเฉพาะข้อมูลคุณภาพสินทรัพย์ เนื่องจากช่วงต้นปีตลาดมีความกังวลภาคการบริโภคในประเทศค่อนข้างมาก หากออกมาดีอาจเป็นปัจจัยฟื้นความเชื่อมั่นได้ และเป็น Sentiment บวกในระยะถัดไป นอกจากนี้เมื่อวานราคาน้ำมันยังปรับเพิ่มได้ดีน่าจะเป็นแรงหนุนหุ้นในกลุ่มพลังงานที่คาดหวังประคองตลาดได้
โดยให้กรอบแนวรับ 1,225 จุด และแนวต้าน 1,245 จุด
ประเด็นพิจารณาการลงทุน
– ตลาดหุ้นนิวยอร์ก (13 ม.ค.) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 49,191.99 จุด ลดลง 398.21 จุด หรือ -0.80%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,963.74 จุด ลดลง 13.53 จุด หรือ -0.19% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 23,709.87 จุด ลดลง 24.03 จุด หรือ -0.10%
– ตลาดหุ้นเอเชียภาคเช้าเปิดไร้ทิศทาง ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดที่ระดับ 53,827.24 จุด เพิ่มขึ้น 278.08 จุด หรือ +0.52%, ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ระดับ 26,971.97 จุด เพิ่มขึ้น 123.5 จุด หรือ +0.46% และดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดที่ระดับ 4,138.65 จุด ลดลง 0.11 จุด หรือ -0.003%
– ตลาดหุ้นไทยปิดล่าสุด (13 ม.ค.) 1,235.30 จุด ลดลง 6.90 จุด (-0.56%) มูลค่าซื้อขาย 37,421.21 ล้านบาท
– นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ (13 ม.ค.) 570.53 ล้านบาท
– ราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนก.พ. (13 ม.ค.)เพิ่มขึ้น 1.65 ดอลลาร์ หรือ 2.77% ปิดที่ 61.15 ดอลลาร์/บาร์เรล
– ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปิดล่าสุด (13 ม.ค.) อยู่ที่ 4.22 เหรียญ/บาร์เรล
– เงินบาทเปิด 31.50/55 อ่อนค่าเล็กน้อย คาดกรอบวันนี้ 31.40-31.65 จับตาทิศทางราคาทอง
– “ไทย” เผชิญปัญหาเศรษฐกิจ เชิงโครงสร้าง ธปท.ห่วงเศรษฐกิจไทยภูมิคุ้มกันต่ำ หนี้ภาคธุรกิจสูงขึ้น ชี้นโยบายการเงินอย่างเดียวไม่อาจพาเศรษฐกิจฟื้นได้ ต้องเร่งปรับโครงสร้าง ควบคู่การใช้มาตรการเฉพาะจุด เพื่อประคองเศรษฐกิจไทยไม่ให้ติดกับดักเติบโตต่ำระยะยาว “ศุภวุฒิ” ชี้โลกป่วนเตือนไทยเร่งต้องปรับตัวรับแรงกระแทกจากสหรัฐ
– ตลาดหลักทรัพย์ฯ (ตลท.) เดินหน้าตามแผนกลยุทธ์ระยะ 3 ปี (69-71) ขับเคลื่อนตลาดทุนไทยเชิงรุกในทุกมิติ ย้ำจะยกระดับการทำงานให้ “ดุดัน” มากขึ้น เดินหน้า Jump+ พร้อมปลดล็อกอุปสรรคลงทุน ทั้งกฎเกณ์ที่เกี่ยวข้อง เช่น HFT, Uptick Rule, Dynamic Price Band เตรียมจ้าง Market Maker เข้ามาช่วยเพิ่มสภาพคล่องทั้งหุ้นขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก เดินสายโรดโชว์ให้หนักขึ้นอีก เพื่อดึงเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างประเทศ
– 3 แม่ลูกพรประภา “เอกภัทร (ไฮโซคิม)-อธิภัทร-นางอรพินธุ์” นอนคุกคดีปั่นหุ้น MORE หลังศาลไม่ให้ประกันตัว 3 จำเลย เหตุไม่ไปพบอัยการตามนัด มีพฤติการณ์หลบหนี จึงเป็นเหตุเชื่อได้ว่าหากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวจำเลยจะหลบหนี จับตา “เฮียม้อ-สมนึก” ลุ้นระทึก 16 ก.พ. นี้
– ครม.เคาะค่าผ่านทางมอเตอร์เวย์ M9 บางบัวทอง-บางปะอิน จัดเก็บตามระยะทางตามประเภทยานยนต์ พร้อมปรับขึ้นทุก 5 ปี ในอัตรา 1.5% ต่อปี
– มอร์แกน สแตนลีย์ วิเคราะห์ปีนี้เศรษฐกิจเอเชียฟื้นวงกว้าง GDP พุ่ง 6.1% และภาคส่งออกไทยได้ประโยชน์ตามกระแสพบศักยภาพดึงดูดดาต้าเซ็นเตอร์-AI แต่ต้องยกระดับห่วงโซ่คุณค่าด้านการผลิตเชื่อมสู่ระดับโลกให้ได้ ส่วนดาวเด่นคืออินเดีย ฟื้นทั้งภาคบริโภคและส่งออก
– คลังเตือนผู้ส่งออกไทย ระวังธุรกรรมเกี่ยวข้องอิหร่าน เร่งตรวจสอบเส้นทางชำระเงิน เหล็ก-รถยนต์เสี่ยงโยงอิหร่าน หลังสหรัฐขึ้นภาษีนำเข้า 25% ประเมินเบื้องต้นไม่กระทบการค้าไทย
– “กสิกรไทย” ชี้ลูกค้าแห่ “ชำระคืนหนี้แบงก์” พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ แทนการ “กู้เพิ่ม” ส่งผลให้ยอดชำระหนี้คืนสูงกว่าการปล่อยสินเชื่อใหม่ สะท้อนภาคธุรกิจไม่เห็นโอกาสขยายตัวท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังเปราะบาง เข้าโหมด “ไม่กล้าลงทุน” หลังประเมินความเสี่ยงของตัวเองสูง เน้นเข้าโหมดลดต้นทุน “เก็บเงินสด” ชะลอการขอสินเชื่อใหม่
– ธปท.ขอความร่วมมือจากธนาคารพาณิชย์และธนาคารรัฐทุกแห่ง ช่วยดูแลการแลกเงินสดที่มีลักษณะผิดปกติ โดยเฉพาะการแลกเงินจำนวนมากในรูปแบบที่น่าสงสัย เช่น ขอแลกเงินหลักล้านบาทขึ้นไป โดยเฉพาะธนบัตรใบละ 100 บาท 500 บาท และ 1,000 บาท ในช่วงการเลือกตั้ง โดย ธปท. ไม่มีอำนาจการห้ามแลกเงินสด ดังนั้นช่วงแรกๆ จะขอความร่วมมือให้ช่วยกันสังเกต หากพบว่าธุรกรรมใดมีลักษณะผิดปกติก็ขอให้รายงานเข้ามาเพื่อให้ ธปท.เข้าไปติดตามเส้นเงิน
– NEO (ฟินันเซีย ไซรัส) “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 27 บาท แนวโน้มกำไรไตรมาส 4/68 อาจดีกว่าที่เคยคาด มีโอกาสทำได้ถึง 140-150 ลบ.จากเดิมที่คาดราว 100 ลบ.เติบโตแรง q-q แต่ยังลดลง y-y คาดได้แรงหนุนจากรายได้ที่ลุ้นทำจุดสูงสุดใหม่จากทั้งปัจจัยฤดูกาลและมาตรการคนละครึ่งพลัส รวมถึงได้ Market Share เพิ่มเติม ขณะที่ค่าใช้จ่ายทยอยลดลงได้ตามแผน บริษัทตั้งเป้ารายได้ปี 69 โต 6-8% y-y จากทั้งในและโดยเฉพาะต่างประเทศ (เวียดนาม) ขณะที่ Gross Margin คาดทรงถึงปรับขึ้น ราคาหุ้นปัจจุบันเทรด PER ต่ำเพียง 9.2 เท่าและคาดให้ Dividend Yield ราว 7%
– KTB (แลนด์แอนด์เฮ้าส์) “ซื้อ”ราคาเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ที่ 30.25 บาท แนวโน้ม NIM ที่คาดลดลงในไตรมาส 4/68 จะชดเชยได้ด้วยการตั้งสารองลดลง จาก Coverage ratio ที่สูงถึง 207% Div. yield อยู่ในระดับน่าสนใจที่ราว 6% อีกทั้ง ROE ยังแข็งแกร่งสุดในกลุ่มที่ 11%
– MEGA (กสิกรไทย) ราคาพื้นฐาน 41.00 บาท มองเชิงบวกแนวโน้มธุรกิจปี 69 ยังแข็งแกร่งจากธุรกิจจัดจำหน่ายฟื้นตัวต่อหลังผ่อนคลายใบอนุญาตนำเข้ายาตั้งแต่ไตรมาส 3/68 คาดจะดำเนินต่อเนื่องและกลับสู่ภาวะปกติในปี 69 ด้วยการเติบโตของรายได้หลักเดียวปานกลาง ขณะที่ปัจจัยโตระยะยาว ผู้บริหารตั้งเป้าเพิ่มกำไรเป็นสองเท่าภายในปี 73 จากฐานปี 68 แรงหนุนจากการขยายยอดขายในอินโดฯผ่านการเจาะตลาดผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร รวมถึงโรงงานใหม่ในเมียนมาและเวียดนามคาดเปิดเต็มรูปแบบในปี 72
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 ม.ค. 69)





