INTERVIEW: จ่ายประกันสังคมเพิ่มได้อะไร? เจาะสูตร CARE คืนความเป็นธรรมมนุษย์เงินเดือน

เงินบำนาญชราภาพที่เป็นเงินก้อนสุดท้ายของมนุษย์เงินเดือนอย่างเราจะใช้ในช่วงหลังจากเกษียณที่ไม่มีงานทำแล้ว โดยล่าสุด คณะกรรมการประกันสังคมได้ปรับสูตรการคำนวนชราภาพใหม่เป็นสูตร CARE

แล้วจะได้เพิ่มขึ้นเท่าไหร่? และจะเริ่มมีผลบังคับใช้แล้วหรือยัง? ขณะที่การเพิ่มเงินสมทบทั้งฝ่ายลูกจ้างและนายจ้างโดยเพิ่มจาก 750 บาท/เดือน เป็น 875 บาท/เดือน ที่มีผลใช้แล้วในเดือนม.ค.69 หลายคนสงสัยเพิ่มเงินแล้วเราจะได้รับประโยชน์อะไรบ้าง?

รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี กรรมการประกันสังคม ฝ่ายผู้ประกันตน กล่าวกับ”อินโฟเควสท์”ว่า การปรับสูตรคำนวณเงินบำนาญชราภาพเป็นสูตร CARE (Career Average Revalued Evaluation) เพราะต้องการปรับให้เกิดความเป็นธรรมสำหรับผู้ประกันตนที่ได้ส่งเงินสมทบเข้ามาตลอดช่วงเวลาที่ทำงานอยู่

โดยเดิมมีการใช้ฐานเงินเดือน 5 ปีสุดท้ายของการทำงานมาคิดคำนวณเงินบำนาญ แต่เนื่องจากได้รับการร้องเรียนกันมาก และบางกรณีมีการส่งฟ้องศาลจนถึงศาลฎีกาด้วยซ้ำ เพราะในการทำงานเอกชนจะไม่เหมือนราชการ ที่ 5 ปีสุดท้ายจะมีเงินเดือนมากขึ้น แต่สำหรับเอกชนอาจจะไม่ได้เป็นเช่นนั้น บางรายต้องถูกออกจากงานก่อนอายุ 55 ปี ทำให้เปลี่ยนจากผู้ประกันตนจาก ม.33 เป็น ม.39 ซึ่งฐานเงินเดือนในการคำนวณเงินบำนาญต่างกันมาก โดยม.33 ใช้ฐานเงินเดือน 15,000 บาท แต่ ม.39 กลับใช้ฐานเงินเดือน 4,800 บาท ขณะเดียวกันก็ไม่ได้นำการส่งเงินสมทบตั้งแต่ต้นมาคำนวณ ทำให้เงินบำนาญที่คำนวณออกมาต่ำเกินไป

ดังนั้น คณะกรรมการประกันสังคมจึงได้ปรับเป็นสูตรคำนวณบำนาญชราภาพสูตร CARE ซึ่งมีการวิจัยมาตั้งแต่ปี 63 โดยนำค่าเฉลี่ยทั้งชีวิตที่ผู้ประกันตนส่งเงินสมทบมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งได้ปรับค่าเงินในอดีตให้เป็นค่าเงินปัจจุบัน (Present Value) แล้วจึงจะนำมาคำนวณตั้งแต่ผู้ประกันตนเริ่มส่งเงินสมทบเข้ามา จากการคำนวณสูตร CARE นี้ก็ทำให้ได้รับเงินบำนาญเพิ่มขึ้นประมาณ 5-7% โดยคนที่รับบำนาญอยู่แล้วจะปรับสูตรใหม่จ่ายในครั้งถัดไป แต่ไม่ได้ชดเชยย้อนหลัง

อย่างไรก็ดี การปรับสูตร CARE ในการจ่ายบำนาญชราภาพแบบใหม่ แม้ว่าจะผ่านบอร์ดประกันสังคมไปแล้ว แต่ยังไม่ได้มีผลเพราะเนื่องจากเกิดสูญญากาศทางการเมืองหลังรัฐบาลยุบสภาเสียก่อน ทั้งที่ปัจจุบันน่าจะบังคับใช้ได้แล้ว แต่ยืนยันว่าเป็นอำนาจของ รักษาการ รมว.แรงงาน และรักษาการคณะรัฐมนตรีที่สามารถดำเนินการได้ เพื่อให้สูตรนี้มีผลบังคับใช้ทันที เพราะหากรอให้มีรัฐบาลใหม่คาดว่าคงล่าช้าไปเกินครึ่งแรกของปีนี้

จ่ายสมทบเพิ่มขึ้น แต่สิทธิประโยชน์ก็เพิ่มด้วย

ส่วนการเพิ่มเงินสมทบจาก 750 บาท/เดือน เป็น 875 บาท/เดือน ที่มีผลแล้วตั้งแต่ ม.ค.69 ร.ศ. ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าวว่า ความจริงแล้ว ประกันสังคมยังคงเก็บอัตรา 5% ของฐานเงินเดือน แต่เนื่องจากประกันสังคมได้ปรับฐานเงินเดือนขึ้นมาจาก 15,000 บาท เป็น 17,500 บาท และในปี 75 จะปรับฐานเงินเดือนขึ้นมาเป็น 23,000 บาท

การปรับฐานเงินเดือนส่งผลดีต่อผู้ประกันตนในการรับสิทธิต่างๆ อาทิ สิทธิลาคลอดที่จะจ่าย 50%ของฐานเงินเดือน หากจากเดิมได้ 7,500 บาท ก็ปรับขึ้นมาเป็น 8,750 บาท หรือสิทธิว่างงาน , ทุพลภาพ ตลอดจนไปถึงสิทธิรับเงินบำนาญที่เพิ่มขึ้นตามฐานเงินเดือนที่ได้มากสุด 8,000 กว่าบาท/เดือน และหากใช้ฐานเงินเดือน 23,000 บาท จะได้รับเงินบำนาญมากสุด 12,000 บาท/เดือน ซึ่งช่วยให้มีเงินใช้ในยามเกษียณมากขึ้น

กองทุนประกันสังคมจะล้มละลายหรือไม่

อย่างที่เรารู้กันว่า ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) หากคนทำงานเกษียณมากขึ้นจากวันนี้มีอยู่ 8-9 แสนรายที่รับบำนาญอยู่ จะเพิ่มขึ้นสูงจนถึง 3 ล้านคนในอีก 10 ปีข้างหน้า ซึ่งถือว่าเป็นจุดพีค ก็เกิดความกังวลว่าเงินกองทุนประกันสังคมที่มีอยู่ 2.8 ล้านล้านบาท ที่เป็นส่วนที่กันไว้สำหรับจ่ายบำนาญชราภาพ 2.2-2.3 ล้านล้านบาทนั้นจะหมดไป ที่เหลือใช้รองรับชดเชยตามสิทธิประโยชน์ต่างๆ

รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าวว่า การปรับเงินบำนาญตามสูตร CARE จะทำให้กองทุนประกันสังคมจ่ายเงินบำนาญเพิ่มขึ้นปีละประมาณ 8 พันล้านบาทแต่ในระยะต่อไป ความแตกต่างระหว่างสูตรเก่ากับสูตรใหม่จะหายไป

“การใช้สูตร CARE ย้ำว่าไม่ได้เป็นการเพิ่มเงินบำนาญ แต่เป็นการปรับสูตรการคำนวณใหม่เพื่อให้เกิดความเป็นธรรม นี่คือสิ่งที่เขาควรได้”

รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าวว่า การคาดการณ์ที่เงินกองทุนประกันสังคมอาจจะไม่พอใช้ในอนาคต ซึ่งมีแนวทางเพิ่มเงินกองทุน อาทิ การเพิ่มผลตอบแทนจากการลงทุน ซึ่งที่ผ่านมาได้มีการปรับแนวทางการลงทุน และผลตอบแทนเพิ่มขึ้นจาก 3-4% เป็น 6% ในปี 67-68 ซึ่งมีเงินเพิ่มเข้ามาปีละ 8 หมื่นล้านบาท จากก่อนหน้านี้มีเงินจากการลงทุนเข้ามา 3-4 หมื่นล้านบาท หรือการตัดงบประมาณที่ไม่จำเป็นต่างๆ เช่น ทำปฏิทิน ดูงานต่างประเทศ ช่วยประหยัดงบประกันสังคม ก็ทำให้มีเงินเข้าสู่กองทุนมากขึ้น

ดังนั้น จึงมองว่า ไม่น่าเป็นเรื่องที่น่ากังวล อย่างที่หลายประเทศก็เข้าสู่ Aging Society แต่สภาวะเช่นนี้ไม่ได้อยู่นาน คาดว่าปี 2580 ก็จะถึงจุดสมดุล

นอกจากนี้ มีไอเดียขยายอายุเกษียณ รศ.ดร.ษัษฐรัมย์ กล่าวว่า ปัจจุบัน ประกันสังคมกำหนดให้ผู้ประกันตนเริ่มรับบำนาญได้ตั้งแต่อายุ 55 ปี หากมีการขยายอายุเกษียณ บางคนบางอาชีพก็อาจจะทำไม่ไหว

ทั้งนี้ เคยเปรียบเทียบว่าแนวทางไหนจะช่วยเพิ่มเงินกองทุนประกันสังคม ไม่ว่าจะเป็น การขยายอายุเกษียณ เพิ่มผลตอบแทนการลงทุน การขยายเพดานฐานเงินเดือน ปรากฎผลออกมาพอๆกัน ดังนั้น จึงเห็นว่าเรื่องการขยายอายุเกษียณ เริ่มรับบำนาญตั้งแต่อายุ 55 ปี ให้เป็นทางเลือก

แต่หากใครสามารถทำงานต่อจนถึงอายุ 60 หรือ 65 ปีก็ทำได้ แต่ผู้ประกันตนก็จะมีเวลารับเงินบำนาญน้อยลง จึงมีไอเดียที่อาจจะเพิ่มเงินโบนัส Top up ให้กับผู้รับบำนาญช้าเป็นแรงจูงใจทางบวก เหมือนกรณีในต่างประเทศ

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 ม.ค. 69)