
นักวิเคราะห์ฯ คาดตลาดหุ้นไทยเช้านี้แกว่งสร้างฐานยืนเหนือ 1,300 จุดได้ โดยเมื่อคืนนี้ตลาดหุ้นสหรัฐมีแรงซื้อหุ้นกลุ่ม Mag 7 ดีต่อ DELTA อย่างไรก็ตาม นักลงทุนยังรอติดตามผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในสัปดาห์นี้คาดคงอัตราดอกเบี้ย รวมทั้งรอติดตามการเปิดเผยผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน โดยให้กรอบแนวรับ 1,300 จุด และแนวต้าน 1,320 จุด
นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดแกว่งประคองตัว สร้างฐานยืนเหนือระดับ 1,300 จุดได้ โดยเมื่อคืนนี้มีแรงซื้อเข้ามาในหุ้นเทคโนโลยีโลก โดยเฉพาะกลุ่ม Mag 7 ซึ่งดีต่อหุ้น DELTA ที่น่าจะฟื้นตัวได้หลังจากเมื่อวานปรับลง
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติและสถาบันยังขายปรับพอร์ตระหว่างรอติดตามผลการประชุมธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ในสัปดาห์นี้ รวมทั้งการเปิดเผยผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน
ตลาดฯ คาดเฟดจะมีมติคงอัตราดอกเบี้ย และโทนการประชุมคาด Neutral มากขึ้น หรือน่าจะมีความกังวลเรื่องการจ้างงานสหรัฐลดลง ขณะที่ความเสี่ยงเงินเฟ้อยังเป็นประเด็นที่ต้องจับตาอยู่ ขณะเดียวกันยังต้องติดตามความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ต่อไป
ด้านปัจจัยในประเทศ ติดตามโค้งสุดท้ายการเมือง เพื่อคาดการณํหน้าตารัฐบาลหลังการเลือกตั้ง
พร้อมทั้งให้กรอบแนวรับ 1,300 จุด และแนวต้าน 1,320 จุด
ประเด็นพิจารณาการลงทุน
– ตลาดหุ้นนิวยอร์ก (26 ม.ค.) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 49,412.40 จุด เพิ่มขึ้น 313.69 จุด หรือ +0.64%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 6,950.23 จุด เพิ่มขึ้น 34.62 จุด หรือ +0.50% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 23,601.36 จุด เพิ่มขึ้น 100.11 จุด หรือ +0.43%
– ตลาดหุ้นเอเชียภาคเช้าเปิดผันผวน ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นญี่ปุ่นเปิดที่ระดับ 52,847.54 จุด ลดลง 37.71 จุด หรือ -0.07%, ดัชนีฮั่งเส็งตลาดหุ้นฮ่องกงเปิดที่ระดับ 26,863.15 จุด เพิ่มขึ้น 97.63 จุด หรือ +0.36% และดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตตลาดหุ้นจีนเปิดที่ระดับ 4,125.22 จุด ลดลง 7.38 จุด หรือ -0.18%
– ตลาดหุ้นไทยปิดล่าสุด (26 ม.ค.) 1,307.07 จุด ลดลง 7.32 จุด (-0.56%) มูลค่าซื้อขาย 42,712.69 ล้านบาท
– นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ (26 ม.ค.) 1,264.14 ล้านบาท
– ราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนมี.ค. (26 ม.ค.) ลดลง 44 เซนต์ หรือ 0.72% ปิดที่ 60.63 ดอลลาร์/บาร์เรล
– ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปิดล่าสุด (26 ม.ค.) อยู่ที่ 8.58 เหรียญ/บาร์เรล
– เงินบาทเปิด 31.20/21 อ่อนค่าจากวานนี้ตามภูมิภาค รับราคาทองย่อตัว ตลาดจับตาผลประชุมเฟด
– บีโอไอ เปิดเผยว่า ปี 68 มีเอกชนเสนอขอรับการส่งเสริมการลงทุนรวมทั้งสิ้น 3,370 โครงการ เพิ่มขึ้น 11% และมีเงินลงทุน 1.88 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นถึง 67% ถือว่าสูงที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบีโอไอ แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่อศักยภาพของไทย และเชื่อว่าในปี 69 นี้ ยังคงเติบโตต่อเนื่อง
– “ศุภจี” ห่วงส่งออกไทยปีนี้เสี่ยงโตต่ำ เหตุปัจจัยลบรุมเร้าต้องเร่งแก้เกมรับมือโลกการค้าหลายขั้ว สร้างความร่วมมืออาเซียนใช้เป็นพลังต่อรอง พร้อมดึง AI พัฒนาทักษะแรงงานเพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางธุรกิจ
– “ซีอีโอแบงก์” มองภาพ “เศรษฐกิจไทย” ปี 69เสี่ยงสูง “ขัตติยา” ยึดรอบคอบ รับความไม่แน่นอน “ผยง” ชี้ปีนี้ โตต่ำ 2% ครั้งแรกรอบ 30 ปี “อาทิตย์” เร่งบริหารความเสี่ยงยึดวินัย-รอบคอบ “เคนอิจิ” ลุยบริหารสินทรัพย์-คุมต้นทุน “ปิติ” เพิ่มประสิทธิภาพรับความผันผวน
– ค่าเงินเอเชียแข็งค่าทุบสถิติ รับญี่ปุ่น-สหรัฐจ่อแทรกแซงค่าเงิน ชี้เงินร้อน ไหลเข้าเอเชีย ตลาดพันธบัตรญี่ปุ่นผันผวนแรงสะเทือนสหรัฐ หวั่นแรงเทขยายพันธบัตรสหรัฐ-ยุโรป หนุนย้ายทุนกลับญี่ปุ่นครั้งใหญ่ หลังผลตอบแทนพุ่ง “กรุงศรี” จับตาบอนด์ยีลด์ไทยขึ้นต่อ รับศึกเลือกตั้ง หวั่นประชานิยมฉุดการคลัง “ไทยบีเอ็มเอ” ชี้บอนด์ยีลด์ไทยแตะ 1.96% รับแรงกดดันตลาดโลก
– ไทยพร้อมรับมือทุกด้าน ยันยังไม่มีผู้ป่วยไวรัสนิปาห์ สธ.เผยผลตรวจค้างคาวในไทยมีเชื้อตัวแรง พบกว่า 10% ช่วง เม.ย.-พ.ค. แต่ไม่พบก่อโรคในคน สนามบินสุวรรณภูมิ ดอนเมือง และภูเก็ต คัดกรองหนักหากพบมีอาการเข้าข่ายสงสัย จะทำการสอบสวนโรคเก็บตัวอย่างส่งตรวจ ส่วนเชื้อจากอินเดีย ยังพบคนป่วยวงจำกัด โอกาสแพร่ข้ามประเทศมีน้อย ให้เหลืองอ่อนๆ ขอประชาชนอย่ากังวล มีมาตรการเข้มข้นดูแล
– MTC (คิงส์ฟอร์ด) “ซื้อเก็งกำไร” ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 52.75 บาท แนวโน้มกำไรไตรมาส 4/68 ยังมีปัจจัยหนุนจากยอดเก็บหนี้ทำได้ดีส่งผลบวกต่อคุณภาพสินทรัพย์ ต้นทุนทางการเงินแนวโน้มลดลงต่อเนื่อง และการตั้งสำรองผ่อนคลายลง ปี 69 เป้าสินเชื่อโต double digit เน้นสินเชื่อจำนำทะเบียน มีแผนเปิด 300-400 สาขา credit cost แนวโน้มลดลงการค่าใช้จ่ายสำรอง ECL ส่วน NIM น่าจะดีขึ้นจากการลดดอกเบี้ยนโยบาย อิง consensus ตลาดคาดกำไรสุทธิปี 68-69 ที่ 6.69 พันล้านบาท +14%YoY และ 7.67 พันล้านบาท +15%YoY
– SAPPE (ฟินันเซีย ไซรัส) “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 38 บาท มองข้ามกำไรไตรมาส 4/68 ที่ยังชะลอจากฤดูกาลและบาทแข็ง คาดกำไร 166 ล้านบาท -10% QoQ, -12% YoY ขณะที่ผู้บริหารตั้งเป้ารายได้ปี 69 โต 15% y-y และเริ่มเห็นสัญญาณฟื้นชัดในไตรมาส 1/69 กำไรคาด 200–220 ล้านบาท ราคาหุ้นปัจจุบันเทรด PER ราว 10 เท่า และให้ Dividend Yield 5–6%
– TACC (พาย) “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 6.70 บาท ปัจจัยบวกจากแนวโน้มยังเห็นการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขายให้กับร้านกาแฟพันธุ์ไทยที่มีการขยายสาขาอย่างมาก ขณะที่ยอดขายของกลุ่ม 7-11 ยังเติบโตต่อเนื่องเช่นกัน นอกจากนี้ในปี 2569 ผู้บริหารมีการเปิดเผยว่ามีแผนลงทุนในธุรกิจอื่นเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยหนุนการเติบโตได้อีกทาง
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (27 ม.ค. 69)





