สหรัฐฯ-อาร์เมเนีย บรรลุดีลนิวเคลียร์ รุกดันเส้นทางสายทรัมป์

สหรัฐฯ กับอาร์เมเนียบรรลุข้อตกลงความร่วมมือด้านนิวเคลียร์พลเรือนแล้วเมื่อวันจันทร์ (9 ก.พ.) โดยรัฐบาลสหรัฐฯ เดินหน้ากระชับสัมพันธ์กับอาร์เมเนียอย่างต่อเนื่อง หลังประสบความสำเร็จในการเป็นคนกลางผลักดันข้อตกลงสันติภาพเมื่อไม่กี่เดือนก่อน

นีกอล พาชินยัน นายกรัฐมนตรีอาร์เมเนีย และเจดี แวนซ์ รองประธานาธิบดีสหรัฐฯ ซึ่งอยู่ระหว่างการเยือนอาร์เมเนียเป็นเวลา 2 วัน ได้ร่วมลงนามในแถลงการณ์ความร่วมมือดังกล่าว โดยผู้นำทั้งสองประกาศความสำเร็จในการเจรจา “ข้อตกลง 123” (123 Agreement) ซึ่งเป็นกลไกทางกฎหมายที่เปิดทางให้สหรัฐฯ สามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีและอุปกรณ์นิวเคลียร์ให้แก่ชาติคู่สัญญาได้

แวนซ์เปิดเผยว่า ข้อตกลงฉบับนี้จะนำไปสู่การส่งออกสินค้าของสหรัฐฯ ไปยังอาร์เมเนีย คิดเป็นมูลค่าเริ่มต้นสูงถึง 5 พันล้านดอลลาร์ พร้อมสัญญาจัดหาเชื้อเพลิงและการบำรุงรักษาระยะยาวอีกกว่า 4 พันล้านดอลลาร์

“ข้อตกลงนี้ถือเป็นจุดเริ่มต้นบทใหม่ของความเป็นหุ้นส่วนด้านพลังงานที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้นระหว่างอาร์เมเนียกับสหรัฐฯ” นายกฯ พาชินยันกล่าวแถลงข่าวร่วมกับรองปธน.สหรัฐฯ

การเดินทางเยือนของแวนซ์เกิดขึ้นเพียง 6 เดือนหลังจากผู้นำอาร์เมเนียกับอาเซอร์ไบจานลงนามข้อตกลงสันติภาพที่ทำเนียบขาว ซึ่งนับเป็นก้าวแรกสู่การยุติความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมาเกือบ 40 ปี

รายงานระบุว่า อาร์เมเนียซึ่งพึ่งพาพลังงานจากรัสเซียและอิหร่านมาอย่างยาวนาน กำลังพิจารณาข้อเสนอสร้างเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์แห่งใหม่เพื่อทดแทนโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เมตซามอร์ (Metsamor) ของเดิมที่สร้างโดยรัสเซียและเริ่มทรุดโทรม โดยขณะนี้มีบริษัทจากทั้งสหรัฐฯ รัสเซีย จีน ฝรั่งเศส และเกาหลีใต้ ยื่นข้อเสนอเข้ามาแข่งขัน

แม้จะยังไม่มีการตัดสินใจขั้นสุดท้าย แต่ความเคลื่อนไหวล่าสุดถือเป็นการเปิดประตูให้โครงการของสหรัฐฯ มีโอกาสได้รับคัดเลือก ซึ่งจะสั่นคลอนสถานะของรัสเซียที่มองว่าภูมิภาคคอเคซัสใต้เป็นเขตอิทธิพลของตนมาตลอด แม้อิทธิพลดังกล่าวจะเริ่มถดถอยลงนับตั้งแต่สงครามในยูเครนปะทุก็ตาม

ด้านมิคาอิล กาลูซิน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศรัสเซีย ให้สัมภาษณ์กับสื่อว่า ข้อเสนอสร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ของรัสเซียกับบริษัทรอสอะตอม (Rosatom) คือทางเลือกที่ดีที่สุด พร้อมระบุว่า “หากวัดกันที่ความน่าเชื่อถือของเทคโนโลยีและความคุ้มค่าทางการเงิน ไม่มีตัวเลือกอื่นใดที่เทียบชั้นได้”

ด้านผู้เชี่ยวชาญมองว่า เมื่อพิจารณาจากการที่อาร์เมเนียต้องพึ่งพารัสเซียในหลายด้าน การกระจายพันธมิตรด้านนิวเคลียร์จึงเป็นเรื่องจำเป็นทางการเมือง และดูเหมือนว่าสหรัฐฯ จะกลายเป็นตัวเลือกที่ได้รับความสนใจมากที่สุดในขณะนี้

นอกจากประเด็นนิวเคลียร์แล้ว แวนซ์ยังมุ่งผลักดัน “เส้นทางทรัมป์เพื่อสันติภาพและความมั่งคั่งระหว่างประเทศ” ซึ่งเป็นระเบียงเศรษฐกิจความยาว 43 กิโลเมตร พาดผ่านทางตอนใต้ของอาร์เมเนีย เพื่อเปิดเส้นทางตรงให้อาเซอร์ไบจานเชื่อมต่อกับดินแดนส่วนแยกนาฆชือวัน (Nakhchivan) และพันธมิตรหลักอย่างตุรกี

เส้นทางดังกล่าวมีเป้าหมายเพื่อยกระดับการเชื่อมต่อระหว่างเอเชียกับยุโรป โดยมีเป้าหมายสำคัญในการเลี่ยงเส้นทางผ่านรัสเซียและอิหร่าน ซึ่งสอดคล้องกับความต้องการของชาติตะวันตกในการหาเส้นทางพลังงานและการค้าใหม่ทดแทนเส้นทางรัสเซีย

เส้นทางสายใหม่นี้จะประกอบด้วยการสร้างและปรับปรุงทางรถไฟ ท่อส่งน้ำมันและก๊าซ รวมถึงสายเคเบิลใยแก้วนำแสง ซึ่งคาดว่าจะช่วยพลิกโฉมภูมิภาคคอเคซัสใต้ที่ถูกแบ่งแยกด้วยการปิดพรมแดนและความขัดแย้งทางชาติพันธุ์มายาวนาน โดยทางด้านรัสเซียระบุว่ากำลังศึกษาข้อเสนอนี้อยู่เช่นกัน

“เราไม่ได้เพียงแค่สร้างสันติภาพให้อาร์เมเนีย แต่เรากำลังสร้างความมั่งคั่งที่จับต้องได้ให้กับทั้งอาร์เมเนียและสหรัฐฯ ไปพร้อมกัน” แวนซ์กล่าว

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (10 ก.พ. 69)