เบื้องหลังหีบและบัตร: โลกออกแบบความโปร่งใสในการเลือกตั้งอย่างไร

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับ “หีบเลือกตั้ง” และ “บัตรเลือกตั้ง” ของไทยหลังการลงคะแนนเมื่อวันที่ 8 ก.พ. 2569 ประเด็นที่ถูกตั้งคำถาม คือ ความโปร่งใส

ในขณะที่สังคมไทยยังถกเถียงกันไม่จบ ลองมองออกไปนอกประเทศจะพบว่า หีบเลือกตั้งและบัตรเลือกตั้งไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์ หากสะท้อนค่านิยมประชาธิปไตยของแต่ละชาติ ตั้งแต่การออกแบบตัวอักษร การเลือกใช้วัสดุ ไปจนถึงวิธีการนับคะแนน ทุกอย่างล้วนมีความหมาย

 

บัตรเลือกตั้ง กับ ความได้เปรียบ-เสียเปรียบ

งานวิจัยเรื่อง The Journey of a Ballot Paper ของสถาบันระหว่างประเทศเพื่อประชาธิปไตยและการช่วยเหลือด้านการเลือกตั้ง (IDEA) อธิบายว่า วงจรชีวิตของบัตรเลือกตั้งเริ่มตั้งแต่การออกแบบ การพิมพ์ การขนส่ง การเก็บรักษา ไปจนถึงการทำลายหลังเสร็จสิ้นกระบวนการเลือกตั้ง ทุกขั้นตอนต้องมีระบบควบคุมที่ตรวจสอบได้

IDEA ชี้ว่า บัตรเลือกตั้งควรถูกออกแบบให้เข้าใจง่าย เป็นกลาง และไม่เอื้อประโยชน์ต่อผู้สมัครรายใดรายหนึ่งโดยไม่ได้ตั้งใจ เพราะขนาดตัวอักษร การจัดวางชื่อ หรือลำดับรายชื่อ อาจส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้ลงคะแนนได้

หนึ่งในกรณีศึกษาคือ ระบบ “Robson Rotation” ซึ่งใช้ในบางรัฐของออสเตรเลีย เช่น รัฐแทสมาเนีย โดยการสลับลำดับรายชื่อผู้สมัครบนบัตรเลือกตั้งในแต่ละชุด เพื่อป้องกัน donkey vote หรือการเลือกชื่อแรกบนบัตรโดยไม่พิจารณาอย่างรอบคอบ วิธีนี้ทำให้ผู้สมัครแต่ละคนมีโอกาสปรากฏในตำแหน่งบนสุดใกล้เคียงกัน ซึ่งเป็นการช่วยลดข้อได้เปรียบจากการอยู่ลำดับแรก

นอกจากลำดับรายชื่อ องค์ประกอบทางทัศนศิลป์ (Visual Design) ก็สำคัญไม่แพ้กัน ในประเทศที่มีความหลากหลายสูง บัตรเลือกตั้งมักถูกออกแบบโดยใช้สัญลักษณ์พรรคหรือรูปถ่ายผู้สมัคร เพราะการมีเพียงหมายเลขถือเป็นความท้าทายอย่างมากต่อการจดจำของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีปัญหาเรื่องการอ่าน รวมไปถึงประเทศที่มีความหลากหลายทางภาษา เช่น อินเดีย หรือแอฟริกาใต้

 

หีบใส หีบทึบ ถุงผ้า แบบไหนดี

หลายประเทศ รวมถึงไทย เปลี่ยนมาใช้หีบพลาสติกใสเพื่อให้ประชาชนเห็นกับตาว่า “ไม่มีบัตรผี” อยู่ข้างในกล่องก่อนเริ่มลงคะแนน รวมไปถึงในระหว่างวัน อย่างไรก็ดี บางประเทศยังคงใช้หีบทึบหรือหีบโลหะ โดยให้เหตุผลเรื่องความลับของการลงคะแนน เพื่อป้องกันไม่ให้ใครแอบดูรอยกากบาทผ่านหีบ หากบัตรไม่ได้ถูกพับอย่างมิดชิด

ขณะที่ในบางพื้นที่ของอินโดนีเซีย โดยเฉพาะจังหวัดปาปัว มีการใช้ระบบที่เรียกว่า “Noken” ซึ่งใช้ถุงผ้าทอพื้นเมืองแทนหีบเลือกตั้งแบบมาตรฐาน ระบบดังกล่าวเปิดทางให้การลงคะแนนมีลักษณะเป็นกลุ่ม โดยผู้นำชุมชนอาจมีบทบาทในการแสดงเจตจำนงแทนสมาชิกในหมู่บ้าน แนวปฏิบัตินี้ได้รับการรับรองจากศาลรัฐธรรมนูญอินโดนีเซียในฐานะข้อยกเว้นทางวัฒนธรรม แม้จะถูกวิพากษ์ในแง่ความลับของการลงคะแนนและหลัก “หนึ่งคนหนึ่งเสียง”

อย่างไรก็ดี ความแข็งแรงของวัสดุที่ใช้ทำหีบเลือกตั้งไม่ได้การันตีความน่าเชื่อถือของผลการเลือกตั้ง อีกหนึ่งองค์ประกอบที่สำคัญมากคือ “สายรัดนิรภัย” โดยองค์กร ACE Electoral Knowledge Network ระบุถึงมาตรฐานความปลอดภัยที่สำคัญคือการใช้สายรัดที่มีหมายเลขกำกับเฉพาะ (Unique Serial Numbers) ซึ่งต้องมีการจดบันทึกและเซ็นกำกับโดยพยานจากทุกฝ่าย นอกจากนี้ ข้อมูลจาก Electoral Services International (ESI) ยังชี้ให้เห็นว่า สายรัดยุคใหม่ถูกออกแบบด้วยเทคโนโลยี Tamper-Evident ซึ่งหากมีการแกะหรือทำลายจะทิ้งร่องรอยให้เห็นทันที ทำให้สายรัดเหล่านี้กลายเป็น “หลักฐานชิ้นเอก” ในการตรวจสอบย้อนหลังที่สำคัญยิ่งกว่าตัวหีบเองเสียอีก

 

บัตร-หีบเลือกตั้งในยุคดิจิทัล

อีกด้านหนึ่งของโลก เอสโตเนีย ประเทศเล็ก ๆ ในยุโรปเหนือ เปิดให้ประชาชนลงคะแนนผ่านอินเทอร์เน็ตอย่างเป็นทางการครั้งแรกในการเลือกตั้งท้องถิ่นปี 2548 ก่อนขยายสู่การเลือกตั้งระดับชาติ

ระบบ i-Voting ของเอสโตเนียอาศัยบัตรประจำตัวดิจิทัลและการเข้ารหัสหลายชั้น ผู้มีสิทธิสามารถลงคะแนนซ้ำได้หลายครั้งภายในช่วงเวลาที่กำหนด โดยจะนับคะแนนสุดท้ายเท่านั้น กลไกนี้ถูกออกแบบมาเพื่อลดแรงกดดันหรือการบังคับลงคะแนน

แม้จะได้รับการยกย่องในด้านนวัตกรรม แต่ผู้เชี่ยวชาญบางส่วนในยุโรปและสหรัฐฯ ยังคงตั้งข้อกังวลถึงความเสี่ยงด้านความมั่นคงไซเบอร์ กรณีของเอสโตเนียจึงสะท้อนคำถามร่วมสมัยว่า เทคโนโลยีสามารถแทนที่ “บัตรกระดาษ” และ “หีบโปร่งใส” ได้จริงหรือไม่ หรือความเชื่อมั่นยังต้องพึ่งพาวัตถุที่จับต้องได้

อีกประเด็นที่ถกเถียงกันในหลายประเทศคือ การถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งของตนเองแล้วเผยแพร่บนโซเชียลมีเดีย ในสหราชอาณาจักร การเปิดเผยบัตรเลือกตั้งอาจเข้าข่ายผิดกฎหมาย เนื่องจากขัดต่อหลักการลงคะแนนลับ ขณะที่บางรัฐในสหรัฐฯ อนุญาตภายใต้เงื่อนไขเฉพาะ ความแตกต่างนี้สะท้อนเส้นแบ่งระหว่างเสรีภาพในการแสดงออกกับการคุ้มครองความลับของการลงคะแนน ในยุคที่การเมืองเชื่อมโยงกับการแสดงตัวตนออนไลน์

 

นับเร็ว vs นับแม่น

ลองมาดูเรื่องของการนับคะแนนกันบ้าง อินเดีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก ใช้เครื่อง Electronic Voting Machine (EVM) ทั่วประเทศ รองรับการนับคะแนนของผู้มีสิทธิกว่า 900 ล้านคน

อย่างไรก็ดี หัวใจของการนับคะแนนไม่ได้อยู่ที่ความเร็ว แต่ต้องสามารถตรวจสอบได้ ตัวอย่างก็คือ อินเดียอีกเช่นกัน เพราะนอกจากเครื่องนับคะแนนแล้ว อินเดียยังได้เพิ่มระบบ VVPAT หรือใบยืนยันรูปแบบกระดาษ เพื่อให้สามารถตรวจสอบย้อนหลังได้ กรณีนี้จึงสะท้อนว่า แม้ใช้เทคโนโลยี แต่ความสามารถในการตรวจสอบได้อย่างอิสระยังคงเป็นหัวใจสำคัญ

ขณะที่ในหลายประเทศ รวมถึงไทย ยังใช้คนนับคะแนน โดยเจ้าหน้าที่ต้องชูบัตรขึ้นให้ผู้สังเกตการณ์เห็นรอยกากบาทชัดเจน พร้อมขานคะแนนเสียงดัง มาตรฐานสากลจากองค์การเพื่อความมั่นคงและความร่วมมือในยุโรป (OSCE) ระบุว่า การนับคะแนนต้องเป็นกิจกรรมสาธารณะที่เปิดเผย เพื่อปิดช่องโหว่การเปลี่ยนตัวเลข รวมทั้งสถานที่นับคะแนนต้องมีแสงสว่างเพียงพอ และมีการจัดวางโต๊ะนับคะแนนที่ทำให้ทุกคนมองเห็นกระบวนการได้โดยรอบ

อีกประเด็นสำคัญที่มีการถกเถียงกันอย่างกว้างขวางคือเรื่อง “บัตรเสีย” ซึ่งมูลนิธิระหว่างประเทศเพื่อระบบเลือกตั้ง (IFES) ชี้ว่า ควรพิจารณาตีความเจตจำนงของผู้ลงคะแนน (Voter Intent) อย่างยืดหยุ่นเพื่อลดจำนวนบัตรเสียและรักษาทุกเสียงของพลเมืองให้มีความหมายที่สุด ดังเช่นในสหราชอาณาจักร หรือแคนาดา กฎระเบียบระบุว่า หากรอยเครื่องหมายบนบัตรสามารถระบุตัวผู้สมัครที่ต้องการเลือกได้อย่างชัดเจน แม้จะกานอกกรอบหรือใช้เครื่องหมายผิดไปจากระเบียบเล็กน้อย ก็ควรถูกนับเป็น “บัตรดี”

 

ถอดบทเรียนสำหรับไทย

ประสบการณ์จากทั่วโลกชี้ให้เห็นว่า ความน่าเชื่อถือของการเลือกตั้งไม่ได้ขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่ทันสมัยหรือวัสดุราคาแพง หากแต่อยู่ที่ความรัดกุมของกระบวนการควบคุมตั้งแต่ต้นทางจนปลายทาง ไม่มีระบบใดไร้ข้อถกเถียง ไม่ว่าจะเป็นบัตรกระดาษ ถุงผ้าใส่บัตร หรือการลงคะแนนผ่านอินเทอร์เน็ต

สิ่งที่ทุกประเทศจำเป็นต้องทำเหมือนกันคือ ออกแบบกระบวนการให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสื่อสารกับสาธารณะอย่างตรงไปตรงมา เพราะความไว้วางใจไม่ได้เกิดขึ้นเอง แต่ถูกสร้างผ่านกติกาและกระบวนการที่ประชาชนเข้าใจได้ เมื่อความไว้วางใจสั่นคลอน แม้หีบจะโปร่งใสเพียงใดก็ไม่อาจลบข้อสงสัยได้

หีบเลือกตั้งจึงไม่ใช่เพียงกล่องใส่บัตร หากเป็น “กล่องใส่ความไว้วางใจ” ของคนทั้งประเทศ เป็นสิ่งที่สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของประชาธิปไตยและความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อระบบการเลือกตั้ง

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 ก.พ. 69)