มองมุมต่าง: เปิดเจตนา GULF ไม่ต้องการฮุบหุ้น KBANK จริงหรือ!?

ประเด็นการถูกบังคับให้เปิดเผยการถือหุ้นเกิน 10% ใน ธนาคารกสิกรไทย [KBANK] ของ บมจ.กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ [GULF] ภายใต้เกณฑ์ 246-2 ของสำนักงาน ก.ล.ต.ไม่ใช่เรื่องธรรมดาในมุมของตลาดทุน เพราะแสดงให้เห็นว่า “การกระทำจริง” มีความหมายมากกว่า “คำอธิบายเชิงวาทกรรม” ที่บริษัทเคยสื่อสารออกมาให้กับนักวิเคราะห์และผู้ลงทุนก่อนหน้านี้

ในโลกของตลาดทุน คำพูดไม่มีน้ำหนักเท่าพฤติกรรม การทยอยสะสมหุ้นจนแตะระดับที่ต้องรายงานต่อสาธารณะและมีนัยต่อปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ รวมถึงการได้สิทธิใน board seats ถือเป็นสัญญาณชัดเจนว่า GULF ไม่ได้มอง KBANK เป็นการลงทุนเพียงระยะสั้น แต่กำลังวางหมากในเชิงโครงสร้าง และเมื่อข้อมูลนี้ถูกเปิดเผย มหาชนย่อมเริ่มตีความใหม่ถึงเจตนาที่แท้จริงว่าคืออะไร!?

รูปแบบลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ หากย้อนกลับไปดูกรณี บมจ.อินทัช โฮลดิ้งส์ [INTUCH] หรือ แม้แต่ บมจ.โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ [TTA] ก็เป็นตัวอย่างของความคล้ายคลึงกันนี้

เราจะเห็นแพทเทิร์นคล้ายกัน คือเริ่มจากการสื่อสารว่าเป็นการลงทุนทั่วไป ก่อนที่การเพิ่มสัดส่วนถือหุ้นและการเคลื่อนไหวเชิงกลยุทธ์ที่สุดท้ายแล้วหนีไม่พ้นต้องทยอยเปิดจิ๊กซอว์จนกลายเป็นภาพใหญ่ออกมา

ยิ่งเมื่อพิจารณาจากประวัติศาสตร์ตลาดหุ้นไทยจะพบว่าเคยมีหลายกรณีที่เริ่มต้นจากคำอธิบายว่า “ลงทุนเฉย ๆ” ก่อนจึงจะค่อยเปิดหน้าเข้าควบคุมกิจการในภายหลัง รูปแบบนี้ทำให้นักลงทุนจำนวนมากมองว่าการพูดถึงเงื่อนไขการขออนุญาตหรือขั้นตอนของหน่วยงานรัฐ เป็นเพียงพิธีการปลายทาง มากกว่าจะเป็นอุปสรรคต้นทาง

เพราะในทางปฏิบัติ ไม่มีใครตั้งโรงงานก่อนแล้วค่อยไปขอใบอนุญาต เช่นเดียวกับที่ไม่มีใครเข้าถือหุ้นระดับยุทธศาสตร์ โดยอาศัยความหวังอย่างเดียว

กลุ่มทุนขนาดใหญ่มักประเมิน “ความเป็นไปได้” เชิงหลักการ และตรวจสอบเรื่องกฎระเบียบข้อบังคับจากทนายไว้ล่วงหน้าแล้ว จึงค่อยเดินเกมจริง

ทั้งนี้ หากมีการพูดถึงเงื่อนไขว่าจะต้องขออนุญาตธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือมีข้อจำกัดอื่น ๆ ก็น่าจะไม่ช่วยลดน้ำหนักการตีความของนักลงทุนให้คิดไปเป็นอื่นได้เลย เพราะนี่เป็นเพียงขั้นตอนเชิงกฎเกณฑ์ ไม่ใช่อุปสรรคเชิงเจตนา หากผู้เล่นรายใหญ่ตั้งใจจริงและมีทุนมากพอ กระบวนการเหล่านี้จึงเป็นเพียงแค่เรื่องของ “การรอเวลา” เท่านั้น

กลับมาดูในมุมของฝั่งผู้ถือหุ้น KBANK เองก็อาจไม่ได้อยู่ในสถานะเสียเปรียบเสมอไป หาก GULF หรือทีมบริหารของกลุ่มได้เข้ามามีบทบาทจริงในการกำหนดทิศทางองค์กร เพราะอย่างน้อยสิ่งที่เกิดขึ้นคือการนำหลัก “have skin in the game” เข้ามาใช้ กล่าวคือ ผู้บริหารหรือผู้มีอำนาจตัดสินใจต้องมีส่วนได้เสียโดยตรงผ่านการถือหุ้นจำนวนมาก

แนวคิดนี้สำคัญมาก เพราะมันแตกต่างจากรูปแบบการบริหารแบบเดิม ๆ ที่ผู้บริหารมีอำนาจเต็ม แต่แทบไม่มีเงินของตัวเองอยู่ในเกม หากกิจการเติบโต ผู้บริหารได้ชื่อเสียงและค่าตอบแทน แต่ถ้าธุรกิจถดถอย ความเสียหายตกกับผู้ถือหุ้นเป็นหลัก นี่คือโครงสร้างที่เอื้อให้เกิดการตัดสินใจแบบ “กำไรเต็ม แต่ขาดทุนไม่เต็ม”

ตรงกันข้าม หากผู้บริหารหรือกลุ่มทุนที่เข้ามาควบคุมกิจการถือหุ้นในสัดส่วนสูง การตัดสินใจทุกครั้งย่อมกระทบกระเป๋าตัวเองโดยตรง ความระมัดระวัง วินัยทางการเงิน และมุมมองระยะยาวจึงมีแนวโน้มเข้มข้นสูงขึ้น

นี่คือเหตุผลที่นักลงทุนสถาบันระดับโลกให้คุณค่ากับโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่ผู้บริหารมี have skin in the game

อีกทั้ง หากภาพดังกล่าวถูกถ่ายทอดออกไป ก็ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีกับผู้ถือหุ้น KBANK และน่าจะเป็นจุดขายที่สามารถเรียกร้องให้ผู้ถือหุ้นปัจจุบันพลิกกลับมาโหวตให้กับผู้ถือหุ้นใหญ่รายใหม่อย่าง GULF ได้ไม่ยาก (หากมีความจำเป็นต้องใช้เสียงของมหาชน)

เมื่อมองในกรอบนี้ การที่กลุ่มทุนขนาดใหญ่มีโอกาสเข้ามามีอิทธิพลต่อ KBANK จึงไม่ใช่เรื่องผิดปกติ และไม่ใช่เรื่องนอกกติกา ตราบใดที่ยังดำเนินการตามกฎของตลาดทุนอย่างโปร่งใส ทุกฝ่ายรับรู้ข้อมูลเท่าเทียมกัน นี่คือธรรมชาติของระบบทุนนิยมในตลาดเปิด

ประเด็นสำคัญจึงไม่ใช่ว่า GULF “ควร” หรือ “ไม่ควร” เข้ามา แต่นักลงทุนต้องมองให้ออกว่าเกมกำลังเปลี่ยนจากการลงทุน “เชิงรับ” ไปสู่การลงทุน “เชิงรุก” และต้องประเมินผลกระทบในภาพใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นทิศทางกลยุทธ์ของธนาคาร โครงสร้างอำนาจในบอร์ด หรือการจัดสรรเงินทุนในอนาคต

บทเรียนสำหรับผู้ลงทุนรายย่อยคือ อย่ายึดติดกับคำให้สัมภาษณ์หรือข่าวเชิงบวกเพียงผิวเผิน แต่ควรจับตาการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ถือหุ้นรายใหญ่ สัดส่วนการถือครอง และพฤติกรรมการสะสมหุ้น เพราะสิ่งเหล่านี้คือภาษาที่ซื่อสัตย์ที่สุดของทุนขนาดใหญ่ และในกรณี KBANK กับ GULF ภาพที่ปรากฏอยู่ในขณะนี้ก็ชัดเจนแล้วว่ามันก้าวข้ามคำว่าการลงทุนธรรมดาไปไกลพอสมควร

ยิ่งเห็นการหยุดซื้อหุ้นคืนของ KBANK ตั้งแต่วันที่ 23 มกราคม 2569 เป็นต้นมา ถือเป็นการส่งสัญญาณอย่างหนึ่ง หลังมีกลุ่มทุนที่ไม่ทราบชื่อเข้ามาไล่เก็บหุ้น จาก ข้าม 5% (ณ 14 ต.ค.68) จนถือข้าม 10% (ณ 13 ก.พ.69)

หากคำนวณเวลาเพียงแค่ 4 เดือน GULF ขนเงินสดร่วม 2.2 หมื่นล้านบาทซื้อหุ้น KBANK ทะลุ 10% ถือเป็นเจตนารมณ์ที่ค่อนข้างชัดเจนว่าต้องการหุ้นเพื่ออะไร!?

ธิติ ภัทรยลรดี

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (16 ก.พ. 69)