
บลจ.อเบอร์ดีน (ประเทศไทย) เปิดเผยมุมมองตลาดหุ้นไทยหลังการเลือกตั้งครั้งล่าสุด โดยระบุว่าผลการเลือกตั้งที่พรรคภูมิใจไทยชนะเหนือความคาดหมาย ทำให้ตลาดมองว่าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่มีแนวโน้มดำเนินไปได้ค่อนข้างราบรื่น ส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นและความต่อเนื่องนโยบายมีแนวโน้มชัดเจน ขณะที่ความเสี่ยงเรื่องความล่าช้าทางนโยบาย และการเบิกจ่ายงบประมาณลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อบรรยากาศการลงทุนและและการฟื้นตัวของตลาดในระยะสั้น ถ้าดูข้อมูลในอดีต ตลาดหลังการเลือกตั้งลักษณะนี้มักยังมีโอกาสปรับขึ้นต่อได้ในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม อเบอร์ดีนมองว่าความท้าทายสำคัญในระยะถัดไปคือ “การเดินหน้านโยบายให้เกิดผลจริง” เนื่องจากรัฐบาลที่จัดตั้งเป็นรัฐบาลผสมทำให้ยังคงต้องติดตามแนวโน้มนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมว่าจะเป็นไปตามที่หาเสียงไว้หรือไม่
อเบอร์ดีน ประเมินว่าตลาดหุ้นไทยในช่วง 6–12 เดือนข้างหน้าจะถูกกำหนดโดยสามปัจจัยหลัก ได้แก่ ข้อจำกัดด้านงบประมาณ ภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และความสามารถของรัฐบาลในการขับเคลื่อนนโยบายภายใต้ข้อจำกัดของรัฐบาลผสม โดยในกรณีที่ผลลัพธ์ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด (best case scenario) ผนวกกับการประเมินมูลค่าใหม่ (re rating) โดยความคิดเห็นส่วนใหญ่ของนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า อัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ของตลาดหุ้นไทย (SET) ปี 69 จะอยู่ที่ 94 บาท และคาดการณ์ P/E 2026 จะอยู่ในกรอบ 15.5 – 16 เท่า จึงทำให้ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสฟื้นกลับไปบริเวณค่าเฉลี่ยเดิมที่ 1,450-1,500 จุด โดยมี downside ที่ 1,429 จุด อย่างไรก็ดี หากดัชนีทะลุ 1,500 จุด ตลาดหุ้นไทย re rating ที่ P/E เพิ่มเป็น 17 -18 เท่า ดัชนี SET จะอยู่ระดับ 1,598 จุด และ 1,692 จุด
ขณะที่ปัจจัยภายนอก เช่น ทิศทางดอกเบี้ย การค้าโลก ภาษีการค้า และการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว ยังคงเป็นตัวกำหนดระดับความเสี่ยงและทิศทางของกระแสเงินทุนจากต่างชาติ
นางสาวดวงธิดา แซ่แต้, Deputy Head of Thai Equities, Aberdeen Investment – Thailand, กล่าวว่า ภายใต้บรรยากาศการลงทุนที่เริ่มมีเสถียรภาพมากขึ้นหลังการเลือกตั้ง ซึ่งช่วยลดความกังวลเรื่องความล่าช้าทางนโยบายและสร้างความต่อเนื่องต่อการดำเนินงานของรัฐบาลใหม่ เรามองว่ากลุ่มอุตสาหกรรมบางส่วนมีโอกาสได้ประโยชน์ หากรัฐบาลสามารถเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ให้เกิดผลได้จริง เช่น กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน ที่มีโอกาสได้ประโยชน์จากการเร่งรัดการลงทุนภาครัฐ กลุ่มพาณิชย์ จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการอัดฉีดเม็ดเงินสู่ภาคครัวเรือน และ กลุ่มธนาคารและการเงิน จากนโยบายพักหนี้และการลดค่าครองชีพ เช่น ค่าไฟ
“หลังการเลือกตั้ง ทำให้ภาพการเมืองไทยเปลี่ยนไป พรรคภูมิใจไทยได้คะแนนเสียงมากกว่าที่คาด เชื่อว่ารัฐบาลมีเสถียรภาพ โดยคาดว่าไม่เกิน พ.ค. จะจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้”
นางสาวดวงธิดา กล่าวว่า ปัจจัยหนุนที่จะทำให้ตลาดหุ้นไทยไปได้ต่อ ได้แก่
- นโยบายรัฐบาล โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ , BOI Fast Pass, โปรโมท New S-Cuvre อาทิ Data Center Clound EV เป็นต้น
- การจ่ายเงินปันผล อีกทั้งในปี 68 มีบริษัทกว่า 100 บริษัท Valuation ถูกมาก และไม่มีแผนลงทุน มีเงินสดมาก ทำให้มีการจ่ายเงินปันผลมากขึ้น เช่น กลุ่มแบงก์ กลุ่มสื่อสารที่จ่ายเงินปันผลพิเศษ และคาดหวังกลุ่มโรงพยาบาลจ่ายเงินปันผลพิเศษด้วย โดยธีมเงินผันผล ตลาดหุ้นไทยให้ผลตอบแทนเงินปันผลเฉลี่ย 3.9% เกือบสูงสุดในตลาด Emerging Market (EM) และมากกว่าตลาด Development Market (DM)
- การท่องเที่ยวที่กลับมาเติบโต มองว่านักท่องเที่ยวจีนกลับมา หลังจากที่จีนและญี่ปุ่นมีปัญหาทางการเมือง ซึ่งไทยและเวียดนามได้รับอานิสงส์ โดยทุกๆ 1 ล้านคนที่มาท่องเที่ยไทยจะเพิ่ม GDP 0.2-0.3%
- เม็ดเงินลงทุนต่างชาติ Fund Flow เข้ามามากหลังผลเลือกตั้ง ซึ่ง Fund Flow ไหลเข้ามาเกือบ 5 หมื่นล้านบาท YTD ซึ่งFund Flow เข้าตลาดหุ้นไทย(ไม่รวม DELTA) ในรอบ 10 ปีซึ่งเห็นว่า Fund Flow จะเป็นตัว Drive หุ้นไทย
นอกจากนี้เรามองว่าการกระจายความเสี่ยงไปยัง กลุ่ม Defensive Stocks ยังคงเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ เนื่องจากหุ้นกลุ่มนี้มักสามารถรับมือกับความผันผวนของตลาดได้ดีกว่า ด้วยพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งและมีความมั่นคง เช่น สินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน โทรคมนาคม รวมถึงบางบริษัทในกลุ่มการเงินที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง ซึ่งยังคงเป็นตัวเลือกการลงทุนที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่มีการจ่ายเงินปันผลในระดับที่ดี นอกจากนี้ กลุ่มหุ้นส่งออก ซึ่งมีแนวโน้มกำไรฟื้นตัวอย่างชัดเจน ก็ยังเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่โดดเด่นในช่วงนี้เช่นกัน
อเบอร์ดีน ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น พร้อมจัดพอร์ตแบบสมดุล ระหว่าง ‘หุ้นเติบโต’ โดยเลือกเฉพาะบริษัทที่มีความสามารถในการคาดการณ์กำไร และ ‘หุ้นอิงกับเศรษฐกิจในประเทศ’ ที่ได้แรงหนุนระยะสั้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งนี้ หุ้นขนาดใหญ่มีแนวโน้มจะได้รับอานิสงส์จากกระแสเงินทุนที่คาดว่าจะไหลเข้าในช่วงหลังการเลือกตั้ง ขณะที่ยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งความคืบหน้าในการอนุมัติงบประมาณ และพัฒนาการด้านนโยบายของรัฐบาลใหม่ว่าจะชัดเจนและเดินหน้านโยบายได้ต่อเนื่องหรือไม่ เนื่องจากเป็นปัจจัยกำหนดว่าควรเพิ่มหรือลดความเสี่ยงของพอร์ตหุ้นไทยในแต่ละช่วงเวลา
“เรามีมุมมองบวกต่อตลาดหุ้นไทยระยะสั้น แต่การลงทุนยังคงต้องเน้นสร้างความสมดุลให้กับพอร์ตลงทุน และคัดเลือกหุ้นรายตัวอย่างพิถีพิถัน โฟกัสหุ้นคุณภาพสูง ที่ฐานะการเงินแข็งแกร่ง ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ สำหรับการเสริมความมั่นคงให้กับพอร์ตการลงทุน เราแนะนำให้พิจารณากระจายการลงทุนบางส่วนไปยังตลาดเกิดใหม่เพื่อลดความเสี่ยง ท่ามกลางความคืบหน้าทางการเมืองและงบประมาณที่ยังต้องติดตามและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังฟื้นไม่เต็มที่” นางสาวดวงธิดา กล่าว
กองทุนแนะนำ ได้แก่
- กองทุนเปิดอเบอร์ดีน สยามลีดเดอร์ส (ABSL) ความเสี่ยงระดับ 6 มุ่งคัดสรรหุ้นไทยขนาดใหญ่และคุณภาพสูง เน้นบริษัทที่พื้นฐานแข็งแกร่ง เติบโตต่อเนื่อง และอยู่ในกลุ่ม 150 บริษัทชั้นนำที่มี Market Cap สูงสุด ของตลาดหุ้นไทย เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการความมั่นคงและผลประกอบการสม่ำเสมอจากผู้นำในอุตสาหกรรม
- กองทุนเปิดอเบอร์ดีน โกรท (ABG) ความเสี่ยงระดับ 6 ลงทุนในหุ้นไทยทุกขนาด โดยใช้กลยุทธ์เชิงรุกเพื่อคัดเลือกหุ้นคุณภาพเข้าพอร์ต โดยเน้นบริษัทที่มีโอกาสเติบโตสูงและมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง เหมาะกับนักลงทุนที่มองการเติบโตของพอร์ตในระยะกลาง–ยาวผ่านหุ้นศักยภาพสูงของไทย
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ก.พ. 69)





