
สัญญาน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) ตลาดนิวยอร์กปิดลบในวันอังคาร (24 ก.พ.) หลังจากอิหร่านส่งสัญญาณพร้อมที่จะดำเนินการตามขั้นตอนที่จำเป็นเพื่อบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ก่อนที่การเจรจานิวเคลียร์รอบที่ 3 ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐอเมริกา จะมีขึ้นในวันพฤหัสบดีนี้ที่สวิตเซอร์แลนด์
- ทั้งนี้ สัญญาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนเม.ย. ลดลง 68 เซนต์ หรือ 1.03% ปิดที่ 65.63 ดอลลาร์/บาร์เรล
- ส่วนสัญญาน้ำมันดิบเบรนท์ (BRENT) ส่งมอบเดือนเม.ย. ลดลง 72 เซนต์ หรือ 1.01% ปิดที่ 70.77 ดอลลาร์/บาร์เรล
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศโอมาน ยืนยันว่า การเจรจานิวเคลียร์รอบที่ 3 ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯ จะเกิดขึ้นในวันพฤหัสบดีนี้ (26 ก.พ.) อย่างแน่นอน โดยการเจรจารอบนี้จัดขึ้นที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์
ซัยยิด อับบาส อารักชี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านเปิดเผยว่า ในการเจรจาครั้งนี้ เขาจะพบกับ สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของประธานาธิบดีสหรัฐฯ เพื่อหารือเกี่ยวกับร่างข้อเสนอข้อตกลงนิวเคลียร์ที่เป็นไปได้ ซึ่งอิหร่านจะเป็นผู้จัดทำขึ้น พร้อมกับกล่าวว่า หากสหรัฐฯ ต้องการหาทางออกให้กับโครงการนิวเคลียร์เพื่อสันติของอิหร่าน การทูตเป็นหนทางเดียวเท่านั้น ซึ่งอิหร่านได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วในอดีต และเขาเชื่อว่ายังมีโอกาสที่จะหาทางออกทางการทูตในลักษณะที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
ล่าสุด มาจิด ทัคต์ ราวันชี รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศอิหร่านให้สัมภาษณ์กับสถานีวิทยุ NPR ว่า อิหร่านซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่อันดับสามในกลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) พร้อมที่จะดำเนินมาตรการที่จำเป็นเพื่อบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ ให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้
ความเคลื่อนไหวของอิหร่านสะท้อนให้เห็นถึงพร้อมที่จะยอมอ่อนข้อในโครงการนิวเคลียร์เพื่อแลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร ขณะที่นักวิเคราะห์ของ UBS คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันจะปรับตัวลงเล็กน้อยในช่วงหลายสัปดาห์ข้างหน้า หากสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางผ่อนคลายลง และไม่ส่งผลกระทบต่ออุปทานน้ำมัน
อย่างไรก็ดี นักลงทุนยังคงจับตาสถานการณ์อย่างใกล้ชิด หลังจากกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ มีคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ที่ไม่มีภารกิจจำเป็นเร่งด่วน อพยพออกจากสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ในกรุงเบรุต ประเทศเลบานอน ท่ามกลางความกังวลเกี่ยวกับความขัดแย้งทางทหารกับอิหร่าน ขณะที่แหล่งข่าวระบุว่าอิหร่านใกล้จะบรรลุข้อตกลงกับจีนในการจัดซื้อขีปนาวุธต่อต้านเรือรบ
นักลงทุนรอความชัดเจนเกี่ยวกับมาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ หลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ ประกาศยกเลิกมาตรการภาษีศุลกากรของปธน.ทรัมป์ โดยมีคำวินิจฉัยว่า ปธน.ทรัมป์ใช้อำนาจเกินขอบเขตในการกำหนดมาตรการภาษีโดยอาศัยกฎหมายที่สงวนไว้สำหรับภาวะฉุกเฉินแห่งชาติ ส่งผลให้ปธน.ทรัมป์แสดงความไม่พอใจ และประกาศเรียกเก็บภาษีจากประเทศทั่วโลกครั้งใหม่ในอัตรา 10% ก่อนที่จะประกาศในเวลาต่อมาว่าภาษีดังกล่าวอาจเพิ่มเป็น 15% โดยไม่ได้ระบุช่วงเวลาที่แน่ชัด
นอกจากนี้ นักลงทุนจับตารายงานสต็อกน้ำมันจากสำนักงานสารสนเทศด้านพลังงานของสหรัฐฯ (EIA) ในวันนี้ (25 ก.พ.) เพื่อประเมินแนวโน้มอุปสงค์พลังงานในประเทศ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (25 ก.พ. 69)





