มองมุมต่าง: ผลสอบสวนในสิงคโปร์สู่แรงขายในไทย ปริศนา CAI เทหุ้น BCPG ก่อนมาตรการอายัด

ความเคลื่อนไหวของกองทุน Capital Asia Investments (CAI) ในช่วงที่ผ่านมาได้กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกจับตาอย่างมากในตลาดทุน เมื่อหน่วยงานกำกับดูแลทางการเงินและตำรวจของสิงคโปร์บุกเข้าตรวจสอบและอายัดทรัพย์สินของกองทุนดังกล่าวหลังจากพบความเชื่อมโยงที่อาจเกี่ยวข้องกับเครือข่ายฟอกเงินข้ามชาติ ปฏิบัติการเกิดขึ้นเมื่อวันที่ 5 มีนาคมที่ผ่านมาของหน่วยงานกำกับดูแลในสิงคโปร์นำไปสู่การตรวจค้นบัญชีธนาคารและบัญชีหลักทรัพย์หลายรายการ พร้อมทั้งยึดทรัพย์สินรวมมูลค่ามากกว่า 160 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ และควบคุมตัวกรรมการบริษัทบางส่วนเพื่อเข้าสู่กระบวนการสอบสวน

แม้ว่ายังอยู่ในระหว่างกระบวนการสอบสวน และยังไม่มีข้อสรุปสุดท้ายเกี่ยวกับความผิดของบุคคลหรือบริษัทที่เกี่ยวข้องโดยตรง แต่เพียงไม่นานหลังจากข่าวเริ่มแพร่กระจาย เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นไทยก็ได้กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในหมู่นักลงทุน เมื่อกองทุน CAI เร่งปรับพอร์ตด้วยการเทขายหุ้นของ บมจ.บีซีพีจี [BCPG] ออกมาในปริมาณมากทันที

จากสัดส่วนการถือหุ้นที่เคยอยู่ที่ประมาณ 5.62% ลดลงเหลือเพียงราว 0.71% ภายในช่วงเวลาสั้น ๆ และมีรายการขายหุ้นจำนวนมากแบบ ATC ก่อนปิดตลาดในวันที่ 9 มีนาคม จำนวนประมาณ 26.7 ล้านหุ้น ส่งผลให้ราคาหุ้น BCPG ปรับตัวลดลงอย่างรุนแรงในวันเดียว

ขณะเดียวกัน ก็มีแรงซื้อจำนวนมากเข้ามารับหุ้นในเวลาแทบจะพร้อมกัน ทำให้เกิดการจับคู่ซื้อขายอย่างหนัก เหตุการณ์ทั้งหมดเกิดขึ้นภายในระยะเวลาอันสั้น และยังมีการซื้อขายต่อเนื่องไปจนถึงวันถัดมา ลักษณะของธุรกรรมดังกล่าวจึงทำให้เกิดคำถามขึ้นมากมาย

ตามหลักการของการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯ การนัดแนะซื้อขายกันล่วงหน้าในกระดานปกติถือเป็นสิ่งต้องห้าม เนื่องจากอาจเข้าข่ายการสร้างความเข้าใจผิดให้กับตลาด

โดยปกติแล้ว หากผู้ซื้อและผู้ขายมีการตกลงกันล่วงหน้า การทำธุรกรรมควรดำเนินการผ่านธุรกรรมแบบ Big Lot ผ่านกระดานใหญ่ ซึ่งเป็นช่องทางที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการซื้อขายหุ้นจำนวนมากระหว่างคู่สัญญาโดยตรง ไม่ใช่การส่งคำสั่งซื้อขายผ่านกระดานปกติ

ดังนั้น เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงนำไปสู่ข้อสงสัยหลายประเด็น เช่น ผู้ซื้อและผู้ขายมีการนัดแนะกันล่วงหน้าหรือไม่

เหตุใดธุรกรรมขนาดใหญ่จึงเกิดขึ้นผ่านกระดานปกติ บริษัทหลักทรัพย์หรือโบรกเกอร์ที่รับคำสั่งซื้อขายได้ใช้ดุลยพินิจตามหลักเกณฑ์อย่างเหมาะสมหรือไม่

รวมถึงลักษณะของคำสั่งซื้อขายที่ถูกป้อนเข้าสู่ระบบนั้นเป็นอย่างไร และเหตุใดจึงมีการคีย์คำสั่งในลักษณะที่อาจสร้างแรงกระแทกต่อราคาหุ้นและก่อให้เกิดความตื่นตระหนกในตลาดได้

นอกจากนี้ ยังมีคำถามอีกหลายประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมา เช่น ฝั่งผู้ซื้อมีความเชื่อมโยงกับฝั่งผู้ขายหรือไม่ และการซื้อขายขนาดใหญ่ในช่วงเวลาสั้น ๆ เช่นนี้ มีการเตรียมการมาก่อนหรือไม่

หากมีการเตรียมการ ก็ย่อมนำไปสู่คำถามต่อไปว่าการตัดสินใจดังกล่าวเกิดจากการรับรู้ข้อมูลบางอย่างล่วงหน้าหรือไม่

นอกจากนี้ สำหรับคนที่อยู่ในวงการ อาจจะสามารถมองเป็นประเด็นอื่นได้ ทั้งในเรื่องของความเป็นไปได้ของการย้ายตัวตน(Identity) หรือโครงสร้างทางกฎหมายของผู้ถือครองทรัพย์สิน ซึ่งถูกมองว่าอาจเป็นความพยายามในการหลีกเลี่ยงปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นจากการสอบสวนในต่างประเทศ

หากสมมติฐานดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ก็ย่อมทำให้เกิดคำถามต่อระบบกำกับดูแลว่าการติดตามและควบคุมการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินของกองทุนที่อยู่ภายใต้การสอบสวนมีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่

เหตุการณ์ครั้งนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงประเด็นสำคัญเกี่ยวกับช่วงเวลาระหว่างการเปิดเผยข่าวการสอบสวนกับการดำเนินมาตรการควบคุมทรัพย์สินในตลาดทุนอื่น ๆ เพราะในช่วงเวลาดังกล่าวกองทุน CAI ยังสามารถดำเนินธุรกรรมขายหุ้นออกจากพอร์ตได้ตามปกติ ส่งผลให้สินทรัพย์ที่เคยอยู่ในรูปของหลักทรัพย์ถูกแปลงเป็นเงินสดอย่างรวดเร็ว ก่อนที่จะมีมาตรการใด ๆ เข้ามาจำกัดการเคลื่อนไหวของทรัพย์สินเหล่านั้น

ปรากฏการณ์นี้สะท้อนถึงความท้าทายของการกำกับดูแล ในยุคที่เงินทุนสามารถเคลื่อนย้ายข้ามพรมแดนได้อย่างรวดเร็ว เพราะการดำเนินการที่ล่าช้าเพียงไม่กี่วัน อาจเปิดช่องให้เกิดการปรับโครงสร้างทรัพย์สิน หรือเปลี่ยนรูปของสินทรัพย์ได้ก่อนที่จะมีมาตรการทางกฎหมายเข้ามาควบคุม

ในอีกมุมหนึ่ง ความเคลื่อนไหวของหน่วยงานกำกับดูแลในประเทศไทยก็ถูกนำมาเปรียบเทียบกับกรณีในอดีตที่ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน เคยดำเนินการอายัดหุ้นของ บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น [BCP] มูลค่า 6 พันล้านบาทอย่างรวดเร็วเมื่อพบความเชื่อมโยงกับธุรกรรมที่ต้องสงสัย

กรณีดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าหากมีข้อมูลที่เพียงพอ หน่วยงานกำกับดูแลสามารถใช้มาตรการทางกฎหมายเพื่อควบคุมทรัพย์สินได้อย่างทันท่วงทีเพื่อลดความเสี่ยงของการเคลื่อนย้ายเงิน

ด้วยเหตุนี้จึงมีข้อเสนอว่าหน่วยงานกำกับดูแลตลาดทุนของไทย โดยเฉพาะสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ควรเข้ามาตรวจสอบกระบวนการซื้อขายหุ้นที่เกิดขึ้นในกรณีนี้อย่างละเอียด การตรวจสอบอาจครอบคลุมถึงเส้นทางของคำสั่งซื้อขาย การดำเนินการของบริษัทหลักทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ด้านการรู้จักลูกค้าและมาตรการป้องกันการฟอกเงินในตลาดทุน

อีกทั้งยังมีประเด็นสำคัญเกี่ยวกับปลายทางของเงินจากการขายหุ้น BCPG จำนวน 26.7 ล้านหุ้น เนื่องจากตามกลไกของตลาดหลักทรัพย์ เงินจำนวน 141.51 ล้านบาท จากการขายหุ้นจะถูกโอนเข้าสู่บัญชีของผู้ขาย ซึ่งในกรณีนี้ก็คือบัญชีของกองทุน CAI

การติดตามเส้นทางของเงินดังกล่าวจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้มั่นใจว่าเงินทุนไม่ได้ถูกเคลื่อนย้ายไปยังบัญชีหรือธุรกรรมที่อาจเกี่ยวข้องกับกิจกรรมทางการเงินที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่หน่วยงานของต่างประเทศกำลังดำเนินการสอบสวนกองทุนดังกล่าวอยู่

แม้ว่าบริษัทที่ถูกถือหุ้นจะไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีโดยตรง แต่เหตุการณ์ครั้งนี้ได้สะท้อนให้เห็นถึงบทเรียนสำคัญของตลาดทุน เมื่อผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทจดทะเบียนเผชิญกับปัญหาทางกฎหมาย หรือการสอบสวนในต่างประเทศ ผลกระทบสามารถสะท้อนกลับมายังราคาหุ้นและความเชื่อมั่นของนักลงทุนได้ทันที ในบริบทของตลาดทุนโลกที่เงินทุนเคลื่อนย้ายได้อย่างรวดเร็ว

เหตุการณ์กรณี CAI จึงกลายเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างที่ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของระบบกำกับดูแลทางการเงินที่มีประสิทธิภาพ และการประสานงานระหว่างประเทศที่รวดเร็วเพียงพอ เพื่อป้องกันไม่ให้ช่องว่างของระบบถูกใช้เป็นทางผ่านในการเคลื่อนย้ายทรัพย์สินที่อาจเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมทางการเงิน

ธิติ ภัทรยลรดี

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (11 มี.ค. 69)