ดีเซลสหรัฐฯ ทะลุ 5 ดอลล์ เป็นครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์ เซ่นพิษสงครามตอ.กลาง

ข้อมูลจากแพลตฟอร์มติดตามตลาดเชื้อเพลิง “GasBuddy” เผยให้เห็นว่า ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลเฉลี่ยในสหรัฐฯ ได้พุ่งทะลุระดับ 5 ดอลลาร์ต่อแกลลอนแล้วเมื่อวันจันทร์ (16 มี.ค.) ซึ่งถือเป็นครั้งที่ 2 ในประวัติศาสตร์ โดยมีสาเหตุหลักมาจากภาวะสงครามในตะวันออกกลางที่ส่งผลให้อุปทานเชื้อเพลิงในภาคอุตสาหกรรมตึงตัว

นักเศรษฐศาสตร์หลายสำนักต่างออกมาเตือนว่า ราคาดีเซลที่พุ่งกระฉูดอาจฉุดรั้งเศรษฐกิจโลกให้ชะลอตัว เนื่องจากเป็นเชื้อเพลิงสำคัญในภาคการผลิตและการขนส่ง ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ต้นทุนสินค้าที่สูงขึ้นจะถูกผลักภาระไปให้ผู้บริโภค ยิ่งไปกว่านั้น วิกฤตราคาพลังงานครั้งนี้ยังอาจเป็นหอกข้างแคร่ที่สร้างความเสี่ยงทางการเมืองครั้งใหญ่ให้แก่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วงเวลาที่พรรครีพับลิกันกำลังเตรียมสู้ศึกเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพ.ย. นี้

สถิติระบุว่า ก่อนหน้านี้เคยมีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่ราคาดีเซลพุ่งสูงเกินระดับ 5 ดอลลาร์ต่อแกลลอน คือเมื่อเดือนธ.ค. 2565 ซึ่งเป็นช่วงที่ตลาดน้ำมันโลกกำลังปั่นป่วนจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน

สำหรับสถานการณ์ในปัจจุบัน ปฏิเสธไม่ได้ว่าความขัดแย้งระหว่างพันธมิตรสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่านที่ยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่ 3 ได้สร้างความโกลาหลต่อห่วงโซ่อุปทานดีเซลโลก เนื่องจากตะวันออกกลางเป็นทั้งแหล่งผลิตน้ำมันสำเร็จรูปและน้ำมันดิบชนิดที่เหมาะต่อการนำไปกลั่นเป็นดีเซลรายใหญ่ของโลก

นอกจากนี้ การที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซแทบจะเบ็ดเสร็จ ได้กระทบต่อสัดส่วนการขนส่งดีเซลทางเรือถึง 10-20% ทั่วโลก ซ้ำร้าย ปริมาณน้ำมันดิบที่ส่งไปยังเอเชียที่หดตัวลงอย่างฉับพลัน ยังบีบให้โรงกลั่นหลายแห่งต้องหั่นกำลังการผลิต ซึ่งยิ่งตอกย้ำให้ดีเซลขาดแคลนหนักขึ้นไปอีก

แม้ปธน.ทรัมป์และผู้นำทั่วโลกจะงัดสารพัดมาตรการมารับมือ ซึ่งรวมถึงการที่กลุ่มประเทศอุตสาหกรรมจับมือกันระบายน้ำมันสำรองครั้งใหญ่เป็นประวัติการณ์ แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่อาจสกัดความร้อนแรงของราคาเชื้อเพลิงได้

นอกจากน้ำมันดีเซลแล้ว ข้อมูลล่าสุดของ GasBuddy (ณ เวลา 05.10 น. ของวันที่ 17 มี.ค. ตามเวลาไทย) ยังชี้ว่า ราคาน้ำมันเบนซินเฉลี่ยทั่วประเทศขยับขึ้นมาอยู่ที่ 3.76 ดอลลาร์ต่อแกลลอน ทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่เดือนต.ค. 2566 อีกด้วย

แพทริค เดอ ฮาน หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์ปิโตรเลียมของ GasBuddy ประเมินสถานการณ์ผ่านเว็บบล็อกว่า “ตราบใดที่การขนส่งน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซยังไม่กลับมาฟื้นตัวอย่างเป็นรูปธรรม แนวโน้มราคาเชื้อเพลิงก็จะยังคงพุ่งสูงขึ้นต่อไป”

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 มี.ค. 69)