
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง เปิดเผยว่า ได้เรียกประชุมผู้บริหารกระทรวงการคลัง เพื่อหารือถึงผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่มีแนวโน้มยืดเยื้อออกไปจากที่ได้คาดการณ์ไว้ อีกทั้งราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้นมากตามที่หลายฝ่ายเห็นอยู่ ดังนั้นรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงต้องเร่งหารือกัน เพื่อหาแนวทางในการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวอย่างใกล้ชิด
ก่อนหน้านี้ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ได้ประเมินฉากทัศน์ของสถานการณ์ดังกล่าว โดยคาดว่าเหตุการณ์สู้รบน่าจะจบได้ภายใน 1 เดือน ซึ่งจะมีผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นราว 10 ดอลลาร์/บาเรล ซึ่งในส่วนนี้จะส่งผลกระทบต่อตัวเลขเศรษฐกิจ (GDP) ไทย ราว 0.2%
“ก่อนหน้านี้ สภาพัฒน์ประเมินฉากทัศน์ไว้ว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง น่าจะจบได้ภายใน 1 เดือน ถ้าจบได้ ผลกระทบต่อราคาน้ำมัน น่าจะอยู่ที่ราว 10 ดอลลาร์/บาเรล ซึ่งจะกระทบต่อ GDP ประมาณ 0.2% แต่วันนี้ มันเกินไปกว่านั้นแล้ว ราคาน้ำมันขึ้นไปสูงมากจากสถานการณ์ตะวันออกกลางอย่างที่หลายฝ่ายเห็นอยู่ ก็ต้องมาเตรียมความพร้อมรับมือกันในทุกด้าน” รองนายกฯ และรมว.คลัง ระบุ
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (17 มี.ค. 69)





