
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คมนาคม เปิดเผยภายหลังมอบนโยบายและทิศทางการดำเนินงานการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) ว่า รฟท.เป็นหน่วยงานหลักด้านระบบรางของประเทศที่มีบทบาทสำคัญในการอำนวยความสะดวกแก่ประชาชน รวมถึงสนับสนุนภาคการขนส่งและโลจิสติกส์ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ แต่ที่ผ่านมา ต้องประสบปัญหาขาดทุน และมีหนี้สินสะสมกว่า 2 แสนล้านบาท ขณะที่มีที่ดินเป็นสินทรัพย์อยู่ทั่วประเทศจำนวนมาก จึงได้มอบนโยบายเชิงรุกให้ รฟท.เร่งสร้างรายได้เชิงพาณิชย์จากสินทรัพย์ที่มีอยู่ทั่วประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด
เนื่องจากปัจจุบัน รฟท.มีรายได้จากการบริหารทรัพย์เพียง 1% ของมูลค่าทรัพย์สิน โดย ตั้งเป้าหมายสำคัญให้ รฟท. ยกระดับการสร้างรายได้จากสินทรัพย์ให้ขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 3-4% ของมูลค่าทรัพย์สินตามมาตรฐานสากล เชื่อมั่นว่าหากสามารถบริหารจัดการที่ดินแปลงใหญ่ให้เกิดผลตอบแทนตามเป้าหมายดังกล่าวได้ เม็ดเงินรายได้ที่เกิดขึ้นจะเพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาภาระหนี้สินสะสม และสามารถมีกำไรได้อย่างยั่งยืน
นายพิพัฒน์ มอบหมายให้ รฟท.ดึง บริษัท เอสอาร์ที แอสเสท จำกัด (SRTA) เข้ามาเป็นกลไกหลักในการบริหารจัดการที่ดินที่มีศักยภาพสูงอย่างเป็นระบบ ซึ่งปัจจุบัน รฟท. ได้เริ่มกระบวนการส่งมอบสิทธิการเช่าที่ดินนำร่องที่มีมูลค่าเกิน 500 ล้านบาท จำนวน 10 แปลง ให้แก่ SRT Asset เพื่อดำเนินการจัดหาผู้ร่วมลงทุนและผู้เช่าช่วงที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาพัฒนาพื้นที่ต่อไป
พื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญที่พร้อมดำเนินการในระยะแรก เป็นพื้นที่มีศักยภาพสูงสุดและส่งผลกระทบต่อการเดินรถน้อยที่สุด เช่น ที่ดินสถานีแม่น้ำ พื้นที่ย่านพหลโยธิน บางซื่อรอบสถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์ ตลาดนัดจตุจักร และย่านมักกะสัน หัวลำโพง รวมไปถึงตามสถานีใหญ่ เช่น ขอนแก่น หาดใหญ่ เป็นต้น
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า ปัจจุบัน มีความต้องการเดินทางและขนส่งสินค้าด้วยระบบรางเพิ่มขึ้น และภายใน 6 ปีรถไฟทางคู่จะก่อสร้างเสร็จทั่วประเทศ ความจุทางจะเพิ่มขึ้น ให้ผู้ว่าฯ รฟท.เร่งสำรวจว่าจะใช้ประโยชน์ทางเท่าไร และมีส่วนเหลือเท่าไรที่สามารถเปิดให้เอกชนมาเช่ารางเดินรถ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพราะมีเอกชนหลายรายสนใจที่จะเข้ามาเช่าราง
ในปี 2570 รฟท.มีภาระหนี้ที่ครบกำหนดชำระอีกประมาณ 2 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นภาระของรัฐบาล หากรฟท.สามารถเพิ่มรายได้จากการพัฒนาทรัพย์สินจะช่วยลดภาระงบประมาณได้
นอกจากนี้ ได้มอบหมายให้ รฟท. เร่งขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาลอย่างเป็นรูปธรรม โดยให้ความสำคัญกับการดูแลและยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชน การช่วยลดภาระค่าครองชีพ การยกระดับความปลอดภัยในระบบขนส่งทั้งด้านชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการเดินทางและการขนส่งสินค้าให้สามารถรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจได้อย่างเต็มศักยภาพ ท่ามกลางความท้าทายด้านพลังงานและเศรษฐกิจโลกที่มีความผันผวน
โดยรัฐบาลมีนโยบายเร่งผลักดัน ได้มอบหมายให้ รฟท. ดำเนินการอย่างต่อเนื่อง โดยแบ่งออกเป็น 3 ด้านสำคัญ ได้แก่
1. เร่งรัดโครงการที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างให้แล้วเสร็จและเปิดให้บริการได้ตามแผน อาทิ โครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 1 ช่วงมาบกระเบา-ชุมทางถนนจิระ ผลักดันการบังคับใช้ พ.ร.บ.ขนส่งทางราง เพื่อเปิดโอกาสให้ภาคเอกชนสามารถขอรับใบอนุญาตเข้ามาประกอบกิจการเดินรถไฟได้ รวมถึงการเร่งเพิ่มประสิทธิภาพสถานีบรรจุและแยกสินค้ากล่องลาดกระบัง (ICD ลาดกระบัง) การพัฒนาความร่วมมือด้านการขนส่งทางรางระหว่างการท่าเรือแห่งประเทศไทยกับศูนย์การขนส่งตู้สินค้าทางรถไฟท่าเรือแหลมฉบัง (SRTO) ตลอดจนเร่งเจรจาคู่สัญญาโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ภายใต้กรอบกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด
2. ประกวดราคาโครงการที่ได้รับอนุมัติหรือมีความพร้อมเพื่อให้เริ่มก่อสร้างได้ตามเป้าหมาย อาทิ โครงการรถไฟความเร็วสูงระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย และโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ช่วงรังสิต – มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต รวมถึงช่วงศิริราช-ตลิ่งชัน-ศาลายา
3. เสนอคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอนุมัติโครงการสำคัญ อาทิ โครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ช่วงสุราษฎร์ธานี-หาดใหญ่-สงขลา และช่วงหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ เพื่อเพิ่มศักยภาพโครงข่ายระบบรางของประเทศให้ครอบคลุมทุกภูมิภาค
นอกจากนี้ รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยมอบหมายให้การรถไฟฯ ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาดและพลังงานทดแทนในระบบขนส่งทางราง เพื่อดูแลสิ่งแวดล้อม และลดการพึ่งพาการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง พร้อมผลักดันการนำหัวรถจักรพลังงานไฟฟ้าและเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้งาน
ด้าน นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าฯรฟท. รักษาการในตำแหน่งผู้ว่าฯ รฟท.กล่าวว่า ในปี 2569 รฟท.ได้ประกาศพัฒนาพื้นที่พัฒนาเชิงพาณิชย์ 10 แปลงแรก มูลค่าเกิน 500 ล้านบาทแล้ว ซึ่ง SRTA มีกระบวนการเปิดหาผู้เช่าช่วง และในปี 2570 SRTA จะต้องทำแผนการพัฒนาพื้นที่มีศักยภาพเข้ามาอีก
สำหรับโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 จำนวน 6 เส้นทาง ได้รับอนุมัติ EIA หมดแล้ว โดยอยู่ระหว่างทบทวนให้เป็นไปตามนโยบาย คาดว่าจะนำเสนอบอร์ดรฟท.พิจารณา เพื่อเสนอต่อไปยังกระทรวงคมนาคมได้เร็วๆนี้ โดย 3 เส้นทางสายใต้ คาดว่าจะนำเสนอ ครม.ได้ก่อน เนื่องจากสภาพัฒน์ฯได้ให้ความเห็นชอบ ได้แก่ ช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี 168 กม. วงเงิน 30,422.53 ล้านบาท , ช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่-สงขลา 321 กม.วงเงิน 66,270.51 ล้านบาท และ ช่วงหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ 45 กม. วงเงิน 7,772.90 ล้านบาท และคาดว่าจะเปิดประมูลได้ภายในปี 2569 นี้
ขณะที่ ประเด็นที่มีการปรับรูปแบบก่อสร้างในบางช่วง เพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมตามนโยบาย ซึ่งมีการปรับจากแบบถมคันดิน เป็นสะพานบกเพื่อยกระดับสันรางจากแบบเดิมให้พ้นระดับน้ำ โดยเบื้องต้นสันรางจะสูงขึ้นประมาณ 1 เมตร และบางช่วงอาจจำเป็นต้องปรับเป็นทางยกระดับ โดยเฉพาะช่วงผ่านหาดใหญ่ เพื่อไม่ให้โครงสร้างไม่ขวางทางน้ำ แต่คาดว่าจะไม่กระทบต่อวงเงินกรอบค่าก่อสร้างเดิม
ส่วนอีก 3 เส้นทาง ที่ยังไม่ผ่านบอร์ดสภาพัฒน์ฯ ได้แก่ 1. ช่วงปากน้ำโพ – เด่นชัย ระยะทาง 281 กม. วงเงิน 81,143.24 ล้านบาท 2. ช่วงเด่นชัย – เชียงใหม่ ระยะทาง 189 กม. วงเงิน 68,222.14 ล้านบาท 3. ช่วงชุมทางถนนจิระ – อุบลราชธานีระยะทาง 308 กม. วงเงิน 44,095.36 ล้านบาทจะนำเสนอในลำดับต่อไป
สำหรับนโยบายรถไฟสายสีแดงเหมาจ่าย 40 บาท มีผู้ใช้บริการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้ รฟท. สามารถลดการขอรับเงินชดเชยจากภาครัฐลงได้ พร้อมทั้งช่วยอำนวยความสะดวกด้วยการเปิดจุดจอดรถฟรี ณ สถานีกลางกรุงเทพอภิวัฒน์และสถานีหัวลำโพงการยกระดับบริการ เตรียมความพร้อมรองรับการเดินทางช่วงเทศกาลฮัจญ์ โดยเป็นครั้งแรกที่ รฟท. จัดเตรียม “ห้องละหมาดบนขบวนรถ” รวมถึงได้จัดทำประกันภัยคุ้มครองผู้โดยสารและพนักงานบนขบวนรถวงเงินสูงสุด 500,000 บาท
อีกทั้ง ได้ขับเคลื่อนตั๋วร่วมและพลังงานสะอาด โดยนำร่องการใช้บัตร EMV เชื่อมต่อการเดินทางข้ามระบบกับรถไฟฟ้าสายสีม่วงได้สำเร็จ และเดินหน้าโครงการประหยัดพลังงานด้วยการติดตั้งระบบโซลาร์รูฟ ณ สถานีหลัก ซึ่งปัจจุบันสามารถลดค่าใช้จ่ายด้านไฟฟ้าได้แล้วกว่า 8 ล้านบาทต่อปี พร้อมยกระดับความปลอดภัยในพื้นที่ก่อสร้างเทียบเท่ามาตรฐานกรมทางหลวง โดยติดตั้งป้ายเตือนล่วงหน้า 800 เมตร และมีมาตรการหยุดกิจกรรมก่อสร้างทุกชนิดเมื่อขบวนรถวิ่งผ่าน เพื่อความปลอดภัยสูงสุดของทั้งผู้โดยสารและผู้ปฏิบัติงานได้อย่างเป็นรูปธรรม
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 เม.ย. 69)





