
นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เป็นประธานการแถลงข่าวผลการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ทุจริตสวมตัว แปลงสัญชาติ และบ่อนการพนันผิดกฎหมาย ตามนโยบายของนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย
นายกรัฐมนตรี ระบุว่า นโยบายสำคัญประการหนึ่ง ตามที่รัฐบาลได้แถลงนโยบายต่อรัฐสภาไว้ คือ การสร้างความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน โดยที่ผ่านมา ได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้อย่างจริงจัง และต่อเนื่อง เห็นได้จากการปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ (Scammer)
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า หนึ่งในคดีสำคัญ คือ การปราบปรามขบวนการสแกมเมอร์ (Scammer) โดยมีการดำเนินการในคดี นายเบน สมิธ – ยิม เลียก กับพวก ซึ่งมีพฤติการณ์กระทำความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ การฉ้อโกงประชาชน รวมทั้งความผิดอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง โดยการยึดและอายัดทรัพย์สินในกรณีดังกล่าวไว้แล้ว รวมมูลค่าประมาณ 12,000 ล้านบาท และยังมีการสืบสวนขยายผลเพิ่มเติม สามารถยึดและอายัดทรัพย์สินอีกหลายพันล้านบาท
รวมถึงสแกมเมอร์ กลุ่มกาสิโน และการฟอกเงิน บุคคลสัญชาติกัมพูชา นายก๊อก อัน และนายลียง พัด ซึ่งล่าสุด มีการขยายผลจากกรณีการจับกุมตัวนายเฉิน ยินไหล บุคคลสัญชาติจีน ซึ่งกระทำความผิดเป็นสแกมเมอร์ โดยใช้ประเทศไทยเป็นฐานการฟอกเงิน กว่า 70,000 ล้านบาท ตรวจสอบพบพฤติกรรมการจดทะเบียนสมรส และแจ้งเกิดเท็จ เพื่อให้บุตรได้สัญชาติไทย
ทั้งนี้ หลังจากการตรวจพบการทุจริตทางทะเบียน ของเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติดังกล่าว กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย ได้จัดตั้งคณะทำงานต่อต้านภัยความมั่นคง ทางทะเบียนของกรมการปกครอง ซึ่งมีการบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานภาคีเครือข่ายที่บังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงาน ป.ป.ช. สำนักงาน ป.ป.ท. สำนักงาน ปปง. และกรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้ดำเนินการสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริง
รวมทั้งการดำเนินคดีและขยายผลเครือข่าย โดยปรากฏผลการจับกุมปราบปรามเครือข่ายการทุจริตทางทะเบียนราษฎร์ และสัญชาติไทยที่สำคัญ ได้แก่ ปฏิบัติการ “ตัดหมอกเวียงแหง” ตรวจพบการทุจริต 16 รายการ จับกุมผู้ต้องหา 14 ราย ขณะที่ปฏิบัติการ “สลายหมอกเชียงดาว” ตรวจพบการทุจริต 10 รายการ จับกุมผู้เกี่ยวข้อง 6 ราย และปฏิบัติการ “ตัดบัตรกรุงเก่า” ตรวจพบการย้ายทะเบียนบ้านอันเป็นเท็จ 214 รายการ จับกุมผู้เกี่ยวข้องอีก 6 ราย
นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินคดีเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ กรณีจ้างคนไทยจดทะเบียนสมรส และแจ้งเกิดบุตรให้ได้สัญชาติไทย อันเป็นการบิดเบือนหลักเกณฑ์ทางกฎหมายว่าด้วยสัญชาติ และสร้างสถานะบุคคลที่ไม่ตรงกับความจริง ซึ่งการกระทำดังกล่าว ได้ก่อให้เกิดผลกระทบในวงกว้าง ทั้งในเชิงเศรษฐกิจสังคม และความมั่นคงของรัฐ เพราะคนเหล่านี้ อาจถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการฟอกเงิน การถือครองทรัพย์สินแทนในลักษณะนอมินี หรือการขยายเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ ซึ่งถือเป็นภัยคุกคามต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชน และเสถียรภาพของประเทศ ซึ่งในกรณีเหล่านี้ได้มีการดำเนินคดีอาญากับผู้กระทำความผิดจำนวน 34 ราย และดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่กระทำผิดจำนวน 19 ราย
ขณะเดียวกัน การปราบปรามบ่อนการพนันผิดกฎหมาย ได้ดำเนินการตามนโยบายในการสร้างความมั่นคงปลอดภัย โดยการจัดระเบียบสังคม ปราบปรามบ่อนการพนันผิดกฎหมาย จำนวน 3 คดี อีกทั้งชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองจังหวัด 76 ชุด และชุดปฏิบัติการพิเศษฝ่ายปกครองอำเภอ 878 ชุด ได้มีผลการดำเนินงาน จับกุมผู้กระทำความผิด จำนวน 5,510 คดี และการออกตรวจตรา ทั้งจุดตรวจจุดสกัด และการหาข่าว รวมทั้งสิ้น 339,184 ครั้ง
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า จากผลการปฏิบัติงานที่กล่าวมานั้น ยืนยันว่า รัฐบาลจะเดินหน้าปราบปรามผู้มีอิทธิพล และเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้อย่างจริงจัง และต่อเนื่อง โดยมีหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายที่สำคัญ ที่จะบูรณาการการทำงานร่วมกันในการสืบสวนสอบสวนดำเนินคดี และขยายผลโดยยึดหลักการ “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม”
และหากพบว่า ผู้ใดมีส่วนเกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด ไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือต่างชาติ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือองค์กรภาคเอกชนใดที่เข้าไปมีส่วนร่วม หรือให้ความช่วยเหลือ หรือสนับสนุนการกระทำผิด จะถูกจะดำเนินการทางกฎหมายอย่างเด็ดขาด โดยยึดประโยชน์ของประเทศชาติเป็นสำคัญ
“ถ้าจำได้ สมัยผมยังไม่เป็นนายกรัฐมนตรี ผมไปร่วมสังเกตการณ์ในการปฏิบัติการจับกุมการกระทำที่ผิดกฎหมายตลอดเวลา ทุกครั้งที่ไป ทุกคนในทีม เมื่อเห็นว่ามีความชัดเจน เขาก็จะดำเนินการได้อย่างเต็มที่ และทำทุกอย่างจนจบสิ้นกระบวนการ ทุกรายได้ถูกดำเนินคดีจนถึงที่สุดอยากจะให้ประชาชนมั่นใจว่า รัฐบาลนี้ เอาจริงกับเรื่องของการกระทำที่ผิดกฎหมายทุกชนิด” นายอนุทิน กล่าว
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มีการจับกุมบ่อนการพนันตามโรงแรมในต่างจังหวัด มีการลักลอบรู้กันในบรรดานักเล่น จึงอยากจะขอฝากเตือนผู้ประกอบการทั้งหลาย ถ้ามีกรณีนี้เกิดขึ้น เจ้าของโรงแรม เจ้าของร้านอาหาร เจ้าของอาคาร เจ้าของบ้าน ถ้าให้คนเหล่านี้เข้าไปเปิดบ่อน ช่องสุ่มผู้คน ทำสิ่งผิดกฎหมาย ก็เปรียบเสมือนผู้กระทำผิดกฎหมายเช่นกัน โดยเฉพาะพื้นที่ที่ต้องขอใบอนุญาตประกอบการกิจกรรมต่าง ๆ หากสนับสนุนคนแบบนี้ ใบอนุญาตต่าง ๆ ก็จะถูกเพิกถอน และถูกดำเนินคดี ให้ผู้ประกอบการถือเป็นอุทาหรณ์ เรามีหน้าที่ทำสิ่งที่ถูกกฎหมายเท่านั้น
“อยากจะให้ประชาชนมั่นใจว่า พวกเราจะทำหน้าที่ของเราอย่างเต็มที่ ทำทุกอย่างเพื่อให้เกิดความสงบสุขในบ้านเมือง มั่นใจได้ว่า ไม่มีการเคลียร์ ไม่มีอามิสสินจ้างที่ทำให้ทีมของตนเกิดความไขว้เขว เราอยู่ได้ไม่จำเป็นต้องร่ำรวยจากเงินเหล่านี้ หน้าที่ที่ทำให้กับประชาชน ทำให้บ้านเมืองสงบ มีเกียรติ มีค่ามากกว่าอามิสสินจ้าง หรือทรัพย์สินเงินทองใด ๆ” นายอนุทิน กล่าว

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 เม.ย. 69)




