ก.ล.ต.เล็งจัดทำเกณฑ์ Simple KYC เอื้อเปิดบัญชีลงทุนในตลาดทุนสะดวกรวดเร็วขึ้น

สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดรับฟังความคิดเห็นหลักการแก้ไขเกณฑ์การทำความรู้จักลูกค้าแบบง่าย หรือ Simple KYC สำหรับผู้ลงทุนที่เริ่มลงทุนในผลิตภัณฑ์การลงทุนในตลาดทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ เพื่อเพิ่มความสะดวกและรวดเร็วในการเปิดบัญชีลงทุน พร้อมทั้งจะรวมประกาศเกี่ยวกับ KYC ไว้ในฉบับเดียว เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจเข้าใจและปฏิบัติตามได้ง่าย (ease of doing business)

ปัจจุบันการเปิดบัญชีลงทุนต้องทำตามเกณฑ์การทำความรู้จักลูกค้า (Know Your Client: KYC) อย่างเข้มงวดเพื่อให้มั่นใจว่าผู้ประกอบธุรกิจรู้ว่าผู้ลงทุนเป็นใครเพื่อให้สามารถให้บริการได้อย่างเหมาะสม ในทางปฏิบัติผู้ประกอบธุรกิจจึงมีการขอข้อมูลจำนวนมากในทุกกรณีไม่ว่าจะเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำหรือความเสี่ยงสูง เป็นผลให้การเปิดบัญชีลงทุนในบางกรณีใช้เวลานานถึง 7 วันทำการ

ก.ล.ต. จึงมีแนวคิดในการปรับปรุงเกณฑ์ KYC โดยเสนอหลักการในการทำความรู้จักลูกค้าแบบง่าย หรือ Simple KYC สำหรับผลิตภัณฑ์การลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำ เช่น มีสภาพคล่องคล้ายเงินฝาก มีการลงทุนด้วยเงินจำนวนที่น้อย ซึ่งมีความเสี่ยงต่ำที่จะถูกใช้เป็นช่องทางกระทำความผิด การปรับปรุงเกณฑ์จะเพิ่มความสะดวกและลดเวลาในการเปิดบัญชีลงทุน โดยผู้ลงทุนกรอกเพียงข้อมูลตามบัตรประชาชน และทำการตรวจสอบข้อมูลเท่ากับธุรกรรม e-Money ซึ่งตรวจน้อยกว่า KYC ตามเกณฑ์ปกติ ทั้งนี้ หากเป็นการทำธุรกรรมอื่น ๆ ที่มิใช่กลุ่มที่มีความเสี่ยงต่ำ ยังคงใช้เกณฑ์ KYC ที่มีความเข้มงวดรัดกุมตามเดิม

นอกจากนี้ ก.ล.ต. มีแนวคิดจะรวมประกาศเกี่ยวกับการทำ KYC ที่มีหลายฉบับไว้ในฉบับเดียวเพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจสามารถศึกษาและปฏิบัติตามได้ง่าย รวมถึงขยายระยะเวลาการใช้บังคับแนวทางปฏิบัติ e-KYC เพื่อลดผลกระทบของผู้ประกอบธุรกิจในการปรับระบบงานและสอดคล้องกับความพร้อมใช้งานของระบบการพิสูจน์และยืนยันตัวตนทางดิจิทัล หรือ NDID ที่ยังอยู่ระหว่างการทดสอบการใช้งานในส่วนของการเปิดบัญชีลงทุน

ทั้งนี้ ก.ล.ต. ได้เผยแพร่เอกสารรับฟังความคิดเห็นในเรื่องดังกล่าว ที่เว็บไซต์ ก.ล.ต. www.sec.or.th/hearing ผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้สนใจสามารถแสดงความคิดเห็นได้ที่เว็บไซต์ หรือทางอีเมล sopon@sec.or.th จนถึงวันที่ 18 กันยายน 2563

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (19 ส.ค. 63)

Tags: , , , , ,
Back to Top