NRF ตีมูลค่าหุ้นสาย “Food Tech” ระดับโลก

บมจ.เอ็นอาร์ อินสแตนท์ โปรดิวซ์ (NRF) เดินหน้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ในช่วงไตรมาส 4/63 หวังระดมทุนจากการเสนอขายหุ้นให้กับประชาชนทั่วไปครั้งแรก (IPO) ไม่เกิน 340 ล้านหุ้น เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งด้านฐานะการเงิน และขีดความสามารถขยายธุรกิจ รองรับการก้าวสู่ผู้นำในอุตสาหกรรมผลิตอาหารในระดับสากล เป็นบริษัทที่มีรูปแบบพร้อมรองรับผลิตภัณฑ์อาหารที่มีการเติบโตสูงในอนาคต (Platform for Future Food)

นายแดน ปฐมวาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กล่าวว่า บริษัทมีเป้าหมายระยะยาวก้าวขึ้นเป็นบริษัทผู้ผลิตอาหารแห่งอนาคตที่มุ่งเน้นนวัตกรรมอาหารเพื่อสร้างความยั่งยืนให้ระบบนิเวศอุตสาหกรรมอาหารทั้งระบบ ด้วยนโยบายการเป็น The Purpose – Led Company เพื่อสร้างการเติบโตของบริษัทอย่างก้าวกระโดด ผลักดันยอดขายเพิ่มขึ้นเป็น 3,000 ล้านบาทภายใน 5 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 67 ภายใต้กลยุทธ์การเจาะตลาดอาหารกลุ่ม Specialty Food ที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกและมีอัตราการเติบโตสูง

ทั้งนี้ NRF จะให้ความสำคัญในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารไทยและอาหารท้องถิ่น (Ethnic Food) ผลิตภัณฑ์อาหารโปรตีนจากพืช (Plant-Based Food) และ ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน (Functional Products)

แผนดำเนินงานระยะสั้นและระยะกลางของ NRF ประกอบด้วย

  1. ขยายกำลังการผลิตเพื่อรองรับคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้น โดยลงทุนซื้อโรงงานผลิตอาหารที่ได้รับการรับรองมาตรฐานในระดับเดียวกับบริษัท
  2. ขยายตลาดผลิตภัณฑ์ในบรรจุภัณฑ์ V-Shape ทั้งในผลิตภัณฑ์ประเภทอาหารและไม่ใช่อาหาร ส่งไปจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ
  3. เพิ่มกำลังการผลิตเส้นบุก รองรับความต้องการของตลาดอาหารสุขภาพที่เติบโต อีกทั้งจากสถานการณ์โควิด-19 ส่งผลให้ความต้องการผลิตภัณฑ์เส้นบุกที่ผลิตในประเทศจีนลดลง และมองหาแหล่งผู้ผลิตเส้นบุกจากประเทศอื่น ดังนั้น ลูกค้ารายใหญ่ของบริษัทรายหนึ่ง ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้นำของสินค้าประเภทเส้นบุกได้ลงนามใน บันทึกตกลงความเข้าใจในการรับจ้างผลิตระยะเวลาประมาณ 3 ปี เพื่อผลิตผลิตภัณฑ์จากบุกประมาณ 15 ล้านหน่วย
  4. .เร่งกระบวนการเรียนรู้และพัฒนาการผลิตอาหารโปรตีนจากพืชผ่านการร่วมทุนกับ THE BRECKS COMPANY LIMITED หรือ ‘เบรคส์’ ที่มีประสบการณ์ยาวนานกว่า 27 ปี ในธุรกิจผลิตอาหารโปรตีนจากพืช โดยร่วมกันจัดตั้งบริษัทใหม่ภายใต้ชื่อ Plant and Bean Ltd. ที่ประเทศอังกฤษ รับจ้างผลิตอาหารโปรตีนจากพืชให้กับบริษัทอาหารชั้นนำของโลก และมีแผนการขยายการผลิตไปยังประเทศสหรัฐอเมริกาในอนาคต รวมถึงยังเป็นพันธมิตรกับ Meatless Farm ในประเทศอังกฤษ ผู้ผลิตอาหารจำพวกแฮมเบอร์เกอร์เนื้อเทียม โปรตีนจาก ข้าวและถั่ว รวมถึงหัวไชเท้า ที่ทดแทนรสชาติ การสัมผัสเหมือนกินเนื้อสัตว์จริง โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าหมายว่าจะเป็น ผู้จัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ให้กับ Meatless Farm ในประเทศไทยภูมิภาคเอเชียในอนาคต

นอกจากนี้ ยังเข้าร่วมลงทุนใน Big Idea Venture และกองทุนนิวโปรตีนขนาด 1,500 ล้านบาท ซึ่งเป็นกองทุนแบบ Accelerator ที่ให้เงินทุนสนับสนุนธุรกิจสตาร์ทอัพเกี่ยวกับอาหารโปรตีนจากพืชพร้อมทั้งคำปรึกษาในการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ ซึ่งมีเป้าหมายการลงทุนประมาณ 100 สตาร์ทอัพ ภายใน 3 ปี โดยปัจจุบันลงทุนแล้วประมาณ 27 สตาร์ทอัพ มากกว่าครึ่งหนึ่งของสตาร์ทอัพเหล่านั้นมียอดขายแล้ว

ล่าสุด NRF ได้เข้าลงทุนใน Phuture Food Limited (Phuture) หนึ่งในสตาร์ทอัพด้าน Food Tech ในทวีปเอเชียที่ได้รับความสนใจจากบริษัทลงทุนระดับโลก มุ่งเน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์หมูสับเทียมที่ผลิตจากโปรตีนจากถั่วเหลืองเป็นหลัก โดยลงทุนเพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจและโอกาสในการเป็นผู้ผลิตสินค้าให้กับ Phuture หลังผลิตภัณฑ์พร้อมออกวางจำหน่าย ทั้งนี้ เพื่อรองรับการผลิตให้กับสตาร์ทอัพและลูกค้า Plant-Based Food นอกเหนือจากการร่วมลงทุนในโรงงานผลิต Plant-Based Food ที่ประเทศอังกฤษแล้ว บริษัทมีแผนสร้างโรงงานผลิตอาหารโปรตีนจากพืชแห่งใหม่ในประเทศไทย (Plant-based dedicated manufacturing facilities) โดยตั้งเป้าหมายที่จะมีรายได้จากผลิตภัณฑ์ Plant-based ประมาณ 30-40% ในปี 67

นอกจากนี้มีแผนการลงทุนสร้าง NRF Global E-commerce Platform ร่วมกับ Boosted ECommerce Inc. (Boosted) เพื่อร่วมกันเข้าลงทุนในธุรกิจ branded e-commerce (Consumer Package Brands: CPG) ของ Third-party Seller ที่มียอดขายบน Amazon E-commerce marketplace และมีผลกำไรแล้ว รวมถึงมีผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมสูง

นายแดน กล่าวอีกว่า บริษัทยังคงมีการเจรจากับลูกค้าที่เข้ามาสั่งซื้อสินค้าของบริษัทอย่างต่อเนื่อง ทั้งสินค้าประเภท Ethnic และ Plant-Base Food ซึ่งเริ่มมีลูกค้าให้การตอบรับและสั่งซื้อเข้ามามากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ที่ล่าสุดบริษัทได้เพิ่มมาอีก 7-8 ราย และอยู่ระหว่างการเจรจาอีกไม่ต่ำกว่า 10 ราย โดยที่บริษัทมีออเดอร์เข้ามาจากลูกค้าเก่าและลูกค้าใหม่ต่อเนื่องไปจนถึงปี 64 แล้ว ซึ่งเห็นการตอบรับของเทรนด์ตลาดที่ดี ทำให้มั่นใจว่าบริษัทจะมีศักยภาพการเติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต

นางสาวเพ็ญอุไร ไชยชัชวาล รองประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายบัญชีและการเงิน NRF กล่าวว่า สำหรับผลการดำเนินงานงวด 6 เดือนแรกของปี 63 บริษัทมีรายได้รวม 603.7 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิอยู่ที่ 41.1 ล้านบาท เติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้ 517.4 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 16.3 ล้านบาท

ภายหลังจากการเสนอขายหุ้น IPO แล้วบริษัทมีแผนจะนำเงินส่วนหนึ่งไปชำระเงินกู้ยืมระยะยาวทั้งหมด 900 ล้านบาท ลดภาระค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลดลงไปได้ 60 ล้านบาท/ปี และทำให้ความสามารถในการทำกำไรเพิ่มขึ้นในปีต่อไป ขณะเดียวกันก็จะทำให้อัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (D/E) ลดลงต่ำกว่า 1 เท่า จากครึ่งแรกของปี 63 อยู่ที่ 1.3 เท่า รวมถึงสามารถนำกระแสเงินสดจากการดำเนินงานไปใช้ในการลงทุนขยายกิจการตามโครงการในอนาคตที่บริษัทวางระยะยาวไว้ถึงปี 65 อีกด้วย

นอกจากนี้เงินที่ได้จากการเสนอขาย IPO บริษัทจะนำไปเพิ่มสัดส่วนการลงทุนใน City Food ซึ่งเป็นผู้ผลิตเครื่องแกง ซอส และน้ำเต้าหู้ จากเดิมที่ถือหุ้นในสัดส่วน 15% จะเพิ่มเป็น 100% ซึ่งเป็นธุรกิจที่บริษัทเล็งเห็นถึงโอกาสในการลงทุน และต่อยอดการลงทุนให้กับบริษัทรองรับการเติบโตขึ้นในอนาคต ซึ่ง City Food มีโรงงานผลิตอยู่ 2 แห่ง ได้แก่ โรงงานในนครปฐม ผลิตเครื่องแกง กำลังการผลิต 3,000 ตัน/ปี ปัจจุบันใช้กำลังการผลิต 40-50% และกำลังการผลิตซอส 3,000 ตัน/ปี ปัจจุบันใช้กำลังการผลิต 80% และโรงงานในราชบุรี ผลิตน้ำเต้าหู้ กำลังการผลิต 8 ล้านลิตร/ปี ปัจจุบันใช้กำลังการผลิตไปแล้ว 30%

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (14 ก.ย. 63)

Tags: , , , , , , , , , ,
Back to Top