ม็อบประกาศยุติชุมนุมรอบนี้หลังยื่นหนังสือปฏิรูปสถาบัน นัดใหม่หน้าสภาฯ 24 ก.ย.

กลุ่มผู้ชุมนุมที่บริเวณท้องสนามหลวง ร่วมกันปักหมุดประชาธิปไตยหรือหมุดคณะราษฎร์หมุดที่ 2 กลางท้องสนามหลวงตั้งแต่ย่ำรุ่งวันนี้ พร้อมอ่านประกาศเรียกร้องปฏิรูปสถาบัน 10 ข้อ หลังจากนั้นเวลา 8.20 น.เปลี่ยนทิศจากแผนเดิมจะไปทำเนียบฯ แต่หันหัวขบวนเคลื่อนไปยื่นข้อเรียกร้องต่อประธานองคมนตรีที่สำนักพระราชวังแทน โดยมีพล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เป็นตัวแทนรับหนังสือ ก่อนประกาศชัยชนะและยุติการชุมนุมรอบนี้ นัดรวมตัวชุมนุมใหญ่อีกครั้งหน้ารัฐสภา 24 ก.ย.เพื่อติดตามการประชุมแก้ไขรัฐธรรมนูญ

แกนนำยังขอให้แนวร่วมทั้งหลายแสดงพลังเป็นสัญลักษณ์สนับสนุนข้อเรียกร้องทั้งหมดด้วยการชูสามนิ้ว บีบแตรใส่ขบวนเสด็จ ต่อต้านรัฐบาล ลาพักร้อนพร้อมกัน 14 ต.ค. รวมทั้งปิดบัญชีเลิกใช้บริการธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB)

นายพริษฐ์ ชิวารักษ์ หรือ เพนกวิน แกนนำกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม ประกาศบนเวทีปราศรัยจัดตั้งสภาประชาชนเช้านี้ว่า วันนี้คือวันที่เราจะประกาศศักดา ประกาศหมุดหมาย เพื่อยืนยันว่าเจตนารมณ์ว่าแผ่นดินนี้เป็นของราษฎร

“ข้าแต่ดวงวิญญาณที่ได้สละชีพเพื่อประชาธิปไตย…แม้ดวงวิญญาณของท่านสถิตย์อยู่ที่ไหนจงลงมาสถิตย์กับเราที่นี่ หากพวกท่านยังไม่ไปไหนแต่เฝ้าดูประชาธิปไตย รอให้สิ่งที่ท่านพยายามจะต่อสู้เกิดขึ้นจริงนั้น ท่านจงมาดูในวันนี้ วันนี้คือวันที่เราจะประกาศศักดา ประกาศหมุดหมายเพื่อยืนยันว่าเจตนารมณ์ของท่านแม้ตัวท่านตาย แต่ความคิดท่านไม่สูญหาย ถ้อยคำของคณะราษฎรที่เกิดขึ้นเมื่อ 88 ปีที่แล้วที่ว่าราษฎรทั้งหลายพึงรู้เทิดว่าแผ่นดินนี้เป็นของราษฎร”

นายพริษฐ์ กล่าว

หลังจากนั้น นายพริษฐ์ ขอให้กลุ่มผู้เข้าร่วมร่วมชู 3 นิ้วเพื่อยึดรำลึกถึงหลัก 6 ประการ ก่อนที่ตัวแทนคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นนักเรียนมัธยมมาเป็นผู้เชิญหมุดลงจากเวที และร่วมกับแกนนำผู้ชุมนุมทำพิธีปักหมุดคณะราษฎร์หมุดที่ 2 ลงพื้นดิน และเมื่อทำพิธีแล้วเสร็จ กลุ่มแกนนำได้ร่วมอ่านประกาศฉบับที่ 1 ของคณะราษฎรปี 2563 ในข้อเรียกร้อง 10 ข้อ

ทั้งนี้ กลุ่มผู้ชุมนุมเริ่มเคลื่อนขบวนออกจากสนามหลวงเมื่อเวลาประมาณ 8.20 น. โดยนายพริษฐ์ ประกาศบนเวทีปราศรัยว่าจะไม่ไปทำเนียบรัฐบาลตามที่ระบุไว้ก่อนหน้านี้ แต่จะหันหน้าไปยื่นข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบัน 10 ข้อต่อพลเอกสุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี ที่สำนักพระราชวัง พร้อมขอให้มวลชนเดินขบวนด้วยสันติวิธี และเมื่อเผชิญหน้ากับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้ยิ้มเข้าไว้

“วันนี้เราจะไม่ไปทำเนียบรัฐบาล แต่จะส่งตัวแทนไปยื่นหนังสือกับคนที่เป็นเจ้าของสิ่งนั้น ภารกิจนี้เป็นภารกิจประวัติศาสตร์ ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน”

นายพริษฐ์ กล่าว

ขณะที่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตรึงกำลังด้วยการตั้งแผงเหล็กปิดกั้นเต็มพื้นที่ถนนบริเวณหน้าศาลฎีกา หลังจากนั้นนางสาวปนัสยา สิทธิจิรวัฒนกุล หรือ รุ้ง หนึ่งในแกนนำกลุ่ม ได้เป็นตัวแทนเจรจากับเจ้าหน้าที่ก่อนจะสรุปแนวทางการยื่นหนังสือ โดยผู้บัญชาการตำรวจนครบาล (ผบช.น.) เป็นตัวแทนองคมนตรีมารับหนังสือ หลังจากนั้นกลุ่มผู้ชุมนุมได้ตะโกนพร้อมกันว่า เราชนะแล้ว เราชนะแล้ว

ขณะที่นางสาวปนัสยา กล่าวบนรถปราศรัยว่า ตัวแทนเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มารับหนังสือแจ้งว่าหลังจากนี้จะส่งหนังสือนี้ไปสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และจะดำเนินการยื่นต่อให้กับประธานองคมนตรี แต่หากทางเจ้าหน้าที่ไม่ได้ดำเนินการให้ตามข้อเรียกร้อง ทางกลุ่มจะเดินหน้าทวงถามต่อไป

ด้านนายพริษฐ์ กล่าวบนรถเวทีปราศรัยขอบคุณประชาชนที่เข้ามาร่วมชุมนุมในวันนี้ พร้อมประกาศชัยชนะ 3 ประการ คือ การทวงคืนมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ท่าพระจันทร์, ทวงคืนสนามหลวง และการยื่นข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบัน พร้อมทั้งเรียกร้องให้ผู้เข้าร่วมชุมนุมชู 3 นิ้วแล้วโห่ร้องถึงชัยชนะ พร้อมฝากการบ้าน 8 ข้อให้ทำ ได้แก่ การยืนชู 3 นิ้วเคารพธงชาติ , ผูกริบบิ้นขาวเรียกร้องประชาธิปไตย, นัดลาพักร้อนและหยุดเรียนในวันที่ 14 ต.ค.เพื่อให้เป็นอัมพาตทั้งประเทศ, ปิดบัญชีธนาคารไทยพาณิชย์ เป็นต้น

“ขอขอบคุณพี่น้องทุกคน ชัยชนะทั้ง 3 ที่เราได้มาใน 2 วันนี้ ชัยชนะที่นักศึกษาธรรมศาสตร์อย่างเราทวงคืนจิตวิญญาณที่อธิการทำหายไป ชัยชนะในการทวงคืนพื้นที่ประวัติศาสตร์สนามหลวง เราเอาธงแดงปักกลางนคร เอาหมุดปักลงไปด้วย กลายเป็นสนามราษฎรอย่างสมบูรณ์ และชัยชนะสุดท้าย ซึ่งผมมองว่าเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของเราใน 2 วันคือการพิสูจน์ว่าราษฎรธรรมดาอย่างผม เรา ๆ ท่าน ๆ ก็ยื่นจดหมายไปคุยกับเจ้าฟ้า เจ้าแผ่นดินได้…ในสงครามอันยาวไกลนี้ ชัยชนะครั้งนี้ถือเป็นชัยชนะในศึกแรก… ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ยังไม่ได้ตัดสินครั้งสุดท้ายที่นี่ แต่คือสิ่งพี่น้องต้องกลับบ้านแล้วไปทำที่บ้าน 8 ข้อตามที่กล่าวไว้ในเวทีเมื่อคืน”

นายพริษฐ์ กล่าว

นายพริษฐ์ ประกาศยุติการชุมนุมในวันนี้ และได้เชิญชวนประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯและปริมณฑล เข้าร่วมชุมนุมที่หน้าบริเวณรัฐสภา ในวันที่ 24 ก.ย.นี้ ซึ่งรัฐสภาจะมีการประชุมเพื่อพิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญต่อไป และยืนยันจะต่อสู้ต่อไปจนกว่าอำนาจมืดจะหมดไป

“หากพี่น้องคนใดอยู่ในเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล ที่พอจะเดินทางได้สะดวกวันที่ 24 นี้ รัฐสภา ซึ่งหมายถึงส.ส. ส.ว. พิจารณาการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ดูว่าจะตั้งส.ส.ร.มาแล้วเอาคนลากตั้งเข้ามาเยอะกว่าเลือกตั้งหรือเปล่า…รัฐธรรมนูญที่เป็นฉบับประชาชนจะต้องไม่ได้มาจากการแก้ไข มาจากการร่างใหม่เท่านั้น นี่คือความหวังสุดท้ายที่เราจะพอจะพึ่งสภาได้ ถ้ากระบวนการนี้ไม่ผ่านในสภา นั่นก็คือเวลาของท้องถนนอย่างสมบูรณ์ ตอนนี้ 80% แล้วก็จะกลายเป็น 100%”

นายพริษฐ์ กล่าว

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (20 ก.ย. 63)

Tags: , , , , , , , , ,
Back to Top