NOBLE คาดยอดขายปี 64 โตเท่าตัวแตะ 1.4 หมื่นลบ.,เล็งนำธุรกิจ AMC เข้าตลาดหุ้น

นายธงชัย บุศราพันธ์ ประธานกรรมการ และประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม บมจ.โนเบิล ดีเวลลอปเมนท์ (NOBLE) เปิดเผยว่า ในปี 64 บริษัทตั้งเป้ายอดขายไว้ที่ 1.4 หมื่นล้านบาท มากกว่าปีนี้ที่มั่นใจว่าทำได้ตามเป้าหมาย 7 พันล้านบาท ส่วนรายได้ในปี 64 ตั้งเป้าไว้ที่ 1.1-1.2 หมื่นล้านบาท สูงขึ้นกว่าปีนี้ที่ยังมั่นใจทำได้ตามเป้า 1 หมื่นล้านบาท โดยรายได้ในปี 64

ส่วนหนึ่งจะมาจากการทยอยโอนโครงการที่เป็นยอดขายรอโอน (Backlog) เข้ามากว่า 6 พันล้านบาท จาก Backlog ทั้งหมด 1.53 หมื่นล้านบาท รายได้จากการขายอาคารพาณิชย์ Noble Remix เข้ากองรีท ราว 1 พันล้านบาท และรายได้จากการระบายสินค้าในสต็อก ซึ่งมีอยู่ 1.34 หมื่นล้านบาท ทำให้รายได้รายได้ในปี 64 เป็นไปตามเป้าที่บริษัทตั้งไว้

การดำเนินธุรกิจของบริษัทในปี 64 จะเดินหน้ารุกตลาดอย่างเต็มที่ หลังจากสถานการณ์โควิด-19 ได้เริ่มคลี่คลายลง และเริ่มเห็นสัญญาณที่ดีจากการจะผลิตวัคซีนที่มีประสิทธิภาพออกมาใช้ ทำให้ภาพรวมของเศรษฐกิจและภาวะตลาดอสังหาริมทรัพย์ในปี 64 จะค่อย ๆ ฟื้นกลับมา โดยมีแผนเปิด 6 โครงการใหม่ มูลค่า 3.27 หมื่นล้านบาท ทั้งโครงการคอนโดมิเนียม และโครงการแนวราบ จากปี 63 เปิด 5 โครงการ มูลค่า 1 หมื่นล้านบาท

สำหรับโครงการใหม่ดังกล่าว แบ่งเป็น โครงการที่บริษัทพัฒนาเอง 5 โครงการ และโครงการร่วมทุนกับฮ่องกงแลนด์ 1 โครงการ และยังไม่รวมโครงการร่วมทุนกับบมจ.บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (BTS) ที่เตรียมประกาศในเดือนธ.ค. 63 อีกหลายแปลง ซึ่งเป็นการเดินหน้าธุรกิจอย่างเต็มสูบ ทำให้มีสินค้าใหม่ ๆ ออกมานำเสนอให้กับลูกค้าที่หลากหลายมากขึ้น และสร้างยอดขายใหม่ ๆ เข้ามารองรับรายได้ไนอนาคต

ขณะที่งบลงทุนรวมในปี 64 ตั้งไว้ที่ 8.12 พันล้านบาท สูงขึ้นจากปีนี้ที่ใช้ไป 5.5 พันล้านบาท โดยงบลงทุนในปีหน้าจะแบ่งออกเป็นการใช้ซื้อที่ดิน 2 พันล้านบาท ใช้ก่อสร้างโครงการ 4.5 พันล้านบาท และใช้ลงทุนในการร่วมทุนกับพันธมิตรอีก 1.62 พันล้านบาท โดยแหล่งเงินทุนที่นำมาใช้มาจากกระแสเงินสดของบริษัท การออกหุ้นกู้ และเงินกู้ยืมสถาบันการเงินบางส่วน

“ปีหน้าเราเตรียมรุกเต็มที่ หลังจากโควิด-19 เริ่มคลี่คลายลง และสถานการณ์ต่าง ๆ เริ่มกลับมาดีขึ้น เราก็เตรียมความพร้อมแล้วตั้งแต่ปีนี้เพื่อเดินหน้าธุรกิจเต็มที่ในปีหน้า ซึ่งก็มองว่าตลาดอสังหาฯจะกลับมาดีขึ้น หลังจากปีนี้ที่มีวิกฤติและผ่านจุดต่ำสุดไปแล้วไนไตรมาส 2 ที่ผ่านมา”

นายธงชัย กล่าว

ด้านนายอรรถวิทย์ เฉลิมทรัพยากร กรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการเงิน NOBLE เปิดเผยว่า การลงทุนในธุรกิจบริหารจัดการสินทรัพย์ (AMC) ในบริษัทสินทรัพย์ เอส ดับบลิว พี จำกัด ซึ่งได้ร่วมทุนกับบมจ.ศรีสวัสดิ์คอร์ปอเรชั่น (SAWAD) โดยบริษัทถือหุ้นในสัดส่วน 20% ใช้เงินลงทุน 300 ล้านบาท และคาดว่าจะเสร็จสิ้นกระบวนการในช่วงเดือนม.ค. 64

บริษัทได้มองเห็นถึงโอกาสในการร่วมกันนำความเชี่ยวชาญของทั้ง 2 บริษัท จากความเชี่ยวชาญของ SAWAD ในการที่มีความชำนาญในการปล่อยสินเชื่อจำนำทะเบียนรถ มีฐานลูกค้าเป็นจำนวนมาก และมีความเชี่ยวชาญในการบริหารจัดการและการจัดเก็บหนี้ ส่วนบริษัทเป็นผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ที่มีความเชี่ยวชาญในด้านการพัฒนาสินทรัพย์ สามารถช่วยคัดเลือกสินทรัพย์ที่มีคุณภาพในราคาที่เหมาะสม และการนำสินทรัพย์มาต่อยอดสร้างมูลค่า ทำให้การจับมือร่วมกันเกิดประสิทธิภาพในการเดินหน้าธุรกิจ AMC ได้เป็นอย่างดี

โอกาสของการเติบโตในธุรกิจ AMC ยังมีอยู่ค่อยข้างมาก จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว และยังไม่เห็นสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน หลังจากเกิดการแพร่ระบาดโควิด-19 ส่งผลบวกต่อธุรกิจ AMC ที่จะเข้าซื้อหนี้ที่มีสินทรัพย์เป็นหลักประกันเข้ามาบริหารได้ในราคาที่ดี จากอำนาจการต่อรองของธุรกิจในการซื้อหนี้ที่มีหลักประกันสูงขึ้นในภาวะที่เศรษฐกิจไม่ดี เพราะมีความต้องการขายหนี้ในตลาดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะหนี้จากสถาบันการเงินที่ต้องมีการควบคุมอย่างรัดกุม และการได้หนี้ที่มีสินทรัพย์เป็นหลักประกันเข้ามาในราคาที่ดีจะทำให้เกิดความคุ้มค่าและได้ผลตอบแทนที่ดีในการนำสินทรัพย์มาบริหาร

ปัจจุบันมองว่ามีมูลหนี้ที่อยู่ในระบบรวมกว่า 5 ล้านล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเปลี่ยนเป็นหนี้เสีย (NPL) ราว 2-3 ล้านล้านบาท เป็นโอกาสในการเข้าซื้อหนี้เข้ามาในบริหารในราคาที่ดี เพราะเม็ดเงินที่รองรับการซื้อหนี้มาบริหารในตลาดมีเพียง 2-3 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ซึ่งน้อยกว่ามูลหนี้เสียในตลาดที่จะออกมา ทำให้ธุรกิจ AMC มีอำนาจต่อรองมากขึ้น

อีกทั้งบริษัทสินทรัพย์ เอส ดับบลิว พี จำกัด เป็นบริษัทที่ดำเนินการอยู่แล้ว โดยมีหนี้ที่บริหารรวมกว่า 1 หมื่นล้านบาท และหนี้ที่เป็น NPA อยู่ 600 ล้านบาท การเข้ามาร่วมทุนของบริษัทในครั้งนี้จะทำให้ธุรกิจแข็งแกร่งมากขึ้นและบริษัทสามารถนำสินทรัพย์บางรายการใน AMC ไปต่อยอดในการพัฒนาโครงการในอนาคต เพื่อผลักดันการเติบโตของธุรกิจ ประกอบกับเล็งนำธุรกิจ AMC ที่ร่วมทุนกับ SAWAD ในครั้งนี้เข้าจดทะเบียนในตสาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจ จากศักยภาพของธุรกิจที่เห็นการเติบโตได้อีกมากในอนาคต ซึ่งปัจจุบันได้เตรียมที่ปรึกษาทางการเงิน (FA) ไว้เตรียมความพร้อมในส่วนนี้แล้ว คาดว่าภายใน 2-3 ปีจะผลักดันบริษัทสินทรัพย์ เอส ดับบลิว พี จำกัด เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ

นอกจากนี้คณะกรรมการบริษัท ได้อนุมัติให้ทำการแตกพาร์จาก 3 บาท เป็น 1 บาท และออกใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญใหม่ของบริษัท รุ่นที่ 2 หรือ NOBLE-W2 ไม่เกิน 342,353,381 หน่วย เพื่อจัดสรรให้กับผู้ถือหุ้นเดิมโดยไม่คิดมูลค่า ในสัดส่วน 4 หุ้นสามัญเดิม : 1 หน่วยใบสำคัญแสดงสิทธิ (วอร์แรนต์) โดยมีอายุ 3 ปี อัตราการใช้สิทธิวอร์แรนต์ 1 หน่วย : 1 หุ้นสามัญ ในราคาหุ้นละ 8 บาท

วัตถุประสงค์ของการแตกพาร์เพื่อให้พาร์ของ NOBLE ใกล้เคียงกับบริษัทในอุตสาหกรรมเดียวกัน และการออกวอร์แรนต์เพื่อใช้เป็นเงินลงทุนในอนาคต จากนโยบายของบริษัทที่พร้อมเดินหน้าขยายธุรกิจเพิ่มขึ้น และช่วยเสริมให้บริษัทมีฐานเงินทุนที่แข็งแกร่งมากขึ้นสำหรับการดำเนินงานในอีก 3 ปีข้างหน้า เพื่อรองรับการเป็นผู้นำ Top5 ของผู้พัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในประเทศไทย ซึ่งจะต้องรอการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในช่วงปลายเดือนธ.ค. 63 และหากผู้ถือหุ้นอนุมัติกระบวนการดังกล่าวคาดว่าการปรับราคาพาร์จะมีผลต่อการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ฯในช่วงต้นเดือนม.ค. 64 ส่วนวอร์แรนต์ NOBLE-W2 คาดว่าจะเข้าทำการซื้อขายในช่วงกลางเดือนม.ค. 64

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (26 พ.ย. 63)

Tags: , , , , , , , ,
Back to Top