GLOCON ตั้งธงปี 66 พลิกสู่กำไรปรับเกมชู “ลูกชิ้นทิพย์” ขยาย 2 พันสาขาดันรายได้แตะ 3 พันล้าน

นางเพ็ญศรี สืบสุวงษ์ รักษาการประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.โกลบอล คอนซูเมอร์ (GLOCON) เปิดเผยภาพรวมแผนการดำเนินงานและเป้าหมายการเติบโตในปี 66 บริษัทปักธงรายได้รวมเติบโตแตะ 3,000 ล้านบาท พร้อมพลิกมีกำไรจากการปรับเกมรุกเดินหน้าผนึกความร่วมมือพันธมิตร “ร้านสะดวกซื้อรายใหญ่” และ “สถานีบริการน้ำมัน” Top 3 ของเมืองไทย ขยายสาขา “ลูกชิ้นทิพย์” ทั่วประเทศ ภายใต้คอนเซ็ป ลูกชิ้นหมูมาตรฐานระดับพรีเมี่ยม ไม่มีส่วนผสมของแป้งสาลีและปราศจากสารบอแรกซ์ รองรับกระแสรักสุขภาพที่มีแนวโน้มขยายตัวเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เบื้องต้นตั้งเป้าขยายเพิ่ม 2,000 สาขาภายในสิ้นปีนี้ แบ่งเป็น แบรนด์ตัวเอง (Own Brand) 20% และแฟรนไชส์ 80% จากปัจจุบันที่มีอยู่ราว 500 สาขา

พร้อมเดินหน้าขยายตลาดกลุ่มอาหารแช่แข็ง (Frozen Food) ภายใต้ “เอ็นพีพี ฟู้ด เซอร์วิส” หรือ NPPFS เต็มรูปแบบ หลังล่าสุดโรงงานแห่งใหม่ ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ จังหวัดสมุทรสาคร ผ่านการรับรองมาตรฐานความปลอดภัยระดับสากลเรียบร้อยแล้ว ซึ่งกำลังการผลิตปัจจุบันพร้อมรองรับการเติบโตได้อีกกว่า 2 เท่าตัว ขณะที่กลุ่มผลไม้อบแห้ง ( Dried Fruits) เตรียมปั้นแบรนด์ พร้อมขยายไลน์ผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เน้นสร้างมูลค่าเพิ่ม (High Value Added) รุกตลาดทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งล่าสุดมี Backlog Order ในมือแล้วกว่า 500 ล้านบาท

นางเพ็ญศรี บอกเพิ่มเติมว่า ภาพรวมผลการดำเนินงานปี 65 บริษัทยังคงมีผลขาดทุนจำนวน 422 ล้านบาท สาเหตุหลักมาจากปัญหาการย้ายโรงงาน 2 แห่งพร้อมกัน ประกอบด้วย โรงงานอาหารแช่แข็ง และโรงงานผลไม้อบแห้ง ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาราว 3-4 เดือนสำหรับขั้นตอนการตรวจสอบกระบวนการผลิตต่างๆ เพื่อรับรองมาตรฐานความปลอดภัย จึงส่งผลกระทบต่อการยอดขายของบริษัทฯอย่างมีนัย

แต่อย่างไรก็ตาม แม้ในปี 65 บริษัทฯจะประสบปัญหาจากการย้ายโรงงานแห่งใหม่ แต่ภาพรวมรายได้ยังคงเติบโตกว่า 19.6% เมื่อเทียบจากช่วงเดียวกันปีก่อน แตะ 2,228 ล้านบาท เนื่องจากทีมบริหารได้เห็นปัญหา และเข้าไปดำเนินการแก้ไขอย่างมืออาชีพ มีการควบคุมกระบวนการภายในให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และสามารถตรวจสอบได้

ปัจจุบัน GLOCON แบ่งธุรกิจเป็น 3 กลุ่มหลัก ประกอบด้วย 1.ธุรกิจอาหาร ประกอบด้วย อาหารแปรรูปแช่แข็ง, อาหารกึ่งสำเร็จรูปพร้อมทาน, ลูกชิ้นและไส้กรอกหมู และผลไม้อบแห้ง สัดส่วน 73%, 2.ธุรกิจผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์พลาสติกประเภทต่างๆ สัดส่วน 24% และ 3.ธุรกิจเทรดดิ้ง สัดส่วน 3% ของรายได้รวม

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 มี.ค. 66)

Tags: , , , ,
Back to Top