
ดัชนีดาวโจนส์ตลาดหุ้นนิวยอร์กปิดลบในวันพุธ (29 เม.ย.) โดยตลาดถูกกดดันจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมัน และจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) ประกาศคงอัตราดอกเบี้ยด้วยมติที่ไม่เป็นเอกฉันท์ ขณะเดียวกันนักลงทุนจับตาผลประกอบการของบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ ซึ่งรวมถึง Alphabet และ Microsoft
- ทั้งนี้ ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 48,861.81 จุด ลดลง 280.12 จุด หรือ -0.57%
- ดัชนี S&P500 ปิดที่ 7,135.95 จุด ลดลง 2.85 จุด หรือ -0.04% และ
- ดัชนี Nasdaq ปิดที่ 24,673.24 จุด เพิ่มขึ้น 9.44 จุด หรือ +0.04%
คณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ของเฟดมีมติ 8 ต่อ 4 ให้คงอัตราดอกเบี้ยระยะสั้นที่ระดับ 3.50-3.75% ในการประชุมเมื่อวันพุธ โดยสมาชิก FOMC จำนวน 8 รายเห็นด้วยกับการคงอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ 4 รายลงมติไม่เห็นด้วยกับเสียงส่วนใหญ่ โดยสตีเฟน มิแรน โหวตให้เฟดปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% ขณะที่อีก 3 ราย ได้แก่ เบธ แฮมแมค, นีล แคชคารี และลอรี โลแกน สนับสนุนการคงอัตราดอกเบี้ย แต่ไม่เห็นด้วยกับการส่งสัญญาณผ่อนคลายนโยบายในแถลงการณ์ของเฟด
ผลการประชุมดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การประชุมเฟดครั้งนี้เป็นการประชุมที่มีเสียงแตกมากที่สุดในรอบกว่า 30 ปี ท่ามกลางความไม่แน่นอนเกี่ยวกับราคาพลังงานที่สูงขึ้นอันเนื่องมาจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง
ตลาดหุ้นนิวยอร์กยังถูกกดดันจากราคาน้ำมัน WTI ที่พุ่งขึ้นเกือบ 7% หลังจากทำเนียบขาวยืนยันรายงานข่าวที่ว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่เตรียมพร้อมสำหรับการปิดล้อมท่าเรือของอิหร่านเป็นเวลานาน ซึ่งจะส่งผลให้การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซเป็นไปอย่างจำกัด และทำให้อุปทานน้ำมันในตลาดโลกเผชิญกับภาวะตึงตัวเป็นเวลานานขึ้น
ทั้งนี้ การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันทำให้ความวิตกกังวลเรื่องเงินเฟ้อกลับมาสร้างแรงกดดันต่อตลาดอีกครั้ง ขณะที่นักวิเคราะห์จากบริษัท Lenox ในรัฐแมสซาชูเซตส์ กล่าวว่า หากสงครามอิหร่านยืดเยื้อและราคาพลังงานยังคงอยู่ในระดับสูง รวมถึงความไม่แน่นอนทั่วโลกที่ยังคงเกิดขึ้นในขณะนี้ การใช้จ่ายของผู้บริโภคและภาคเอกชนก็จะได้รับผลกระทบ และคาดว่าผลกระทบนี้จะปรากฏให้เห็นในระดับหนึ่งในรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียน
เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวรายหนึ่งกล่าวว่า ปธน.ทรัมป์ได้พบปะกับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทเชฟรอนและบริษัทพลังงานรายอื่น ๆ เพื่อหารือเกี่ยวกับขั้นตอนที่เป็นไปได้ในการลดความตื่นตระหนกในตลาดน้ำมัน ในกรณีที่การปิดล้อมท่าเรืออิหร่านยังคงยืดเยื้อต่อไปอีกหลายเดือน
หุ้น 7 ใน 11 กลุ่มในดัชนี S&P500 ปิดในแดนลบ นำโดยหุ้นกลุ่มสาธารณูปโภคร่วงลง 1.23% ตามด้วยหุ้นกลุ่มวัสดุลดลง 1.1% ส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานปรับตัวขึ้นมากที่สุด โดยพุ่งขึ้น 2.35% ตามด้วยหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีดีดตัวขึ้น 0.18%
สำหรับหุ้นรายตัวนั้น หุ้น Robinhood Markets ซึ่งเป็นบริษัทโบรกเกอร์ออนไลน์ ร่วงลง 13.2% หลังจากบริษัทเปิดเผยกำไรไตรมาสแรกที่ต่ำกว่าคาด
หุ้นกลุ่มบริษัทจัดเก็บข้อมูล (data-storage) ดีดตัวขึ้น หลังจากบริษัท Seagate Technology ปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้ในไตรมาส 4/2569 ที่แข็งแกร่ง โดยหุ้น Seagate ทะยานขึ้น 11.1% ขณะที่หุ้นบริษัทคู่แข่งอย่าง SanDisk และ Western Digital พุ่งขึ้น 6.2% และ 5.6% ตามลำดับ
หุ้น Starbucks พุ่งขึ้น 8.5% และหุ้น Visa พุ่งขึ้น 8.3% หลังจากทั้งสองบริษัทปรับเพิ่มคาดการณ์กำไรรายปี
นักลงทุนจับตาผลประกอบการของ 4 บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่ในกลุ่ม “Magnificent Seven” โดยบริษัท Amazon, Alphabet, Meta Platforms และ Microsoft จะเปิดเผยผลประกอบการหลังตลาดปิดทำการ
สำหรับข้อมูลเศรษฐกิจที่มีการรายงานล่าสุด กระทรวงพาณิชย์สหรัฐฯ เปิดเผยว่า ยอดสั่งซื้อสินค้าคงทน เช่น เครื่องบิน รถยนต์ และเครื่องจักรขนาดใหญ่ที่มีอายุการใช้งานตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป เพิ่มขึ้น 0.8% ในเดือนมี.ค. สูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 0.4% หลังจากลดลง 1.2% ในเดือนก.พ.
นอกจากนี้ กระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า ตัวเลขการเริ่มต้นสร้างบ้านเพิ่มขึ้น 10.8% สู่ระดับ 1.50 ล้านยูนิตในเดือนมี.ค. และสูงกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 1.35 ล้านยูนิต
โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (30 เม.ย. 69)





