หุ้นไทยแนวโน้มดัชนีเช้าแกว่งไซด์เวย์ รอตัวเลขแรงงานสหรัฐ-นโยบายรัฐบาลใหม่

นักวิเคราะห์ฯคาดตลาดหุ้นไทยวันนี้แกว่งไซด์เวย์ รอติดตามรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐ หลังเมื่อคืนตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐชะลอ และยังรอการดำเนินนโยบายของรัฐบาลชุดใหม่จะออกมาเป็นอย่างไร ส่วนตลาดหุ้นเอเชียเปิดเช้านี้เคลื่อนไหวบวกและลบสลับกัน พร้อมให้แนวต้าน 1,570 จุด แนวรับ 1,560 จุด

นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้คาดว่าแกว่งไซด์เวย์ โดยที่รอติดตามการรายงานตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตรของสหรัฐคืนนื้ว่าจะออกมาเป็นอย่างไร หลังจากเมื่อวานนี้ตัวเลขเงินเฟ้อ PCE ของสหรัฐออกมาชะลอตัวลง

ขณะที่ปัจจัยในประเทศยังรอติดตามในเรื่องของการดำเนินนโยบายต่างๆของรัฐบาลชุดใหม่ว่าจะมีการผลักดันนโยบายอะไรออกมาอย่างชัดเจนบ้าง ส่วนตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคเอเชียเปิดมาเช้านี้เคลื่อนไหวบวกและลบสลับกัน

โดยให้แนวต้าน 1,570 จุด แนวรับ 1,560 จุด

 

ประเด็นพิจารณาการลงทุน

– ตลาดหุ้นนิวยอร์ก (31 ส.ค.)ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 34,721.91 จุด ลดลง 168.33 จุด หรือ -0.48%,ดัชนี S&P500 ปิดที่ 4,507.66 จุด ลดลง 7.21 จุด หรือ -0.16% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 14,034.97 จุด เพิ่มขึ้น 15.66 จุด หรือ +0.11%

– ตลาดหุ้นเอเชียเปิดตลาดวันนี้ ดัชนีนิกเกอิตลาดหุ้นโตเกียวเปิดตลาดที่ระดับ 32,521.15 จุด ลดลง 98.19 จุด หรือ -0.30% ขณะที่ ดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเปิดที่ระดับ 3,126.02 จุด เพิ่มขึ้น 6.14 จุด หรือ +0.20% ส่วนตลาดหุ้นฮ่องกงประกาศระงับซื้อขายวันนี้ กังวลผลกระทบซูเปอร์ไต้ฝุ่นเซาลา

– ตลาดหุ้นไทยปิดล่าสุด (31 ส.ค.66) 1,565.94 จุด ลดลง 10.73 จุด (-0.68%) มูลค่าซื้อขาย 86,344.72 ล้านบาท

– นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 6,169.11 ล้านบาท เมื่อวันที่ 31 ส.ค.66

– ราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนต.ค.(31 ส.ค.) เพิ่มขึ้น 2 ดอลลาร์ หรือ 2.5% ปิดที่ 83.63 ดอลลาร์/บาร์เรล

– ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปิดล่าสุด (31 ส.ค.) อยู่ที่ 10.64 เหรียญ/บาร์เรล

– เงินบาทเปิด 35.02 อ่อนค่าจากวานนี้ ตลาดจับตาตัวเลขจ้างงานสหรัฐคืนนี้

– เศรษฐา” หวังทูลเกล้าฯ ครม.ได้วันนี้ โยนกฤษฎีกาฟันธงคุณสมบัติว่าที่ รมต. แย้ม ครม.นัดแรกไม่ใช่แค่แก้ รธน.อาจมีพักหนี้ด้วย พร้อมเรียกดูตัวเลขลดราคาพลังงาน ก่อนบุกเดินตลาดเมืองไทยภัทร พูดคุยพ่อค้าต้นทุน-ค่าครองชีพ อ้อมแอ้มค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ขอคุยพรรคร่วมฯ ก่อน

– ‘หุ้นกู้ไฮยีลด์’ ครบกำหนด 4 เดือนสุดท้ายปีนี้ 2.38 หมื่นล้าน จ่อ ‘โรลโอเวอร์’ ยาก เหตุนักลงทุนขาดความเชื่อมั่นลงทุน หลังมีข่าวบริษัทขาดสภาพคล่องต่อเนื่อง ล่าสุด ‘เจเคเอ็น’ ขอแบ่งจ่ายก่อน 156.60 ล้าน ที่เหลือขอเลื่อน ด้านนักลงทุนสถาบันเข้มเลือกลงทุนเฉพาะเรตติ้งสูง-บริษัทมีหนี้ไม่มาก-เชื่อมั่นผู้บริหาร

– แบงก์ชาติเผยแจกเงินดิจิทัลกระตุ้นเศรษฐกิจโต 3% ในปีหน้า แต่ปีนี้เตรียมปรับลดคาดการณ์ตัวเลขเศรษฐกิจใหม่ หลังส่งออกหดตัวกว่าที่คาดไว้

– สศอ.ชี้ ปัจจัยลบถาโถม ทุบดัชนี MPI ปีนี้ติดลบ 2.8-3.8% ส่วนจีดีพีอุตสาหกรรมครึ่งปี หดตัว 3.2% ด้าน “พาณิชย์” ฟุ้ง 7 เดือนส่งออกข้าวพุ่ง 4.64 ล้านตัน มั่นใจทั้งปีทะลุ 8 ล้านตันตามเป้า

 

หุ้นเด่นวันนี้

– JMT (ฟินันเซีย ไซรัส) “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 60 บาท เป็น Top Pick ในกลุ่มไฟแนนซ์จากความเป็นผู้นำในธุรกิจบริหารจัดการสินทรัพย์ที่มีศัยภาพในการเติบโตสูง แนวโน้มกำไร 2H23 คาดว่ายังโดดเด่นและทำ New High ได้ต่อเนื่องหลังซื้อหนี้จำนวนมาก 1H23 คาดกำไรปี 2023 +28% y-y เรายังคาดกำไรสุทธิปี 2567-2568 +22% y-y และ +23% y-y ตามลำดับ ส่วนมากจากธุรกิจซื้อหนี้ นอกจากนี้ฐานะทางการเงินที่ดีและสัดส่วนหนี้ที่อยู่ในระดับต่ำของ JMT ยังสะท้อนศักยภาพในการซื้อหนี้ได้อีกเป็นจำนวนมาก

– CRC (คิงส์ฟอร์ด) “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 49.50 บาท กำไรสุทธิไตรมาส 2/66 อยู่ที่ 1,567 ลบ.(+5.43%YoY, -27.73% QoQ) เผชิญปัจจัยกดดัน QoQ จาก กลุ่มธุรกิจ Food จากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวในเวียดนาม ขณะที่กลุ่ม Fashion ยังคงเป็นดาวเด่นของ CRC ในปีนี้ ฟื้นตัว +14%YoY จากการกลับเข้าสู่สังคม PostCovid-19 ทั้งประชาชนในประเทศ และนักท่องเที่ยว ทั้งในไทยและอิตาลี สำหรับแนวโน้มผลการดำเนินงานในช่วงถัดไป 2H66 ยังมีแรงหนุนจาก 1.การกลับมาของนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าไทยที่คาดว่าจะ peak ใน Q4 2.รายได้ค่าเช่าที่กลับมารับรู้ได้เต็มที่มากขึ้น และ 3.คาดหวังการฟื้นตัวของฝั่งธุรกิจ Food/Hardline จาก 2Q66 โดยเฉพาะในส่วนของเวียดนามที่เริ่มเห็นม.กระตุ้นการใช้จ่ายอย่างการลด VAT ลงเหลือ 8%(จาก10%)ในช่วง ก.ค.-ธ.ค.66 นี้

– DOHOME (ลิเบอเรเตอร์) ราคาเป้าหมายเชิงกลยุทธ์ 12.50 บาท คาดกำไรผ่านจุดต่ำสุดแล้วในไตรมาส 2/66 และคาดแนวโน้มกำไรในช่วงไตรมาส 3/66 และไตรมาส 4/66 จะกลับมาฟื้นตัวทั้ง q-q และ y-y ตามทิศทางภาคการบริโภคที่ฟื้นตัว ผสานแรงกระตุ้นจากมาตรการของภาครัฐฯ รวมทั้งมีการปรับลดสต๊อกสินค้าไปแล้ว อีกทั้งมาร์จิ้นเหล็กเริ่มทรงตัวคาดหนุนให้ GPM จะค่อยๆดีขึ้น รวมถึง SSSG เช่นกัน ส่วนปีหน้าคาดทิศทางกำไรโตสุดในกลุ่ม Home Improvement

 

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (01 ก.ย. 66)

Tags: , , , ,
Back to Top